ข้อมูลตัวชี้วัดที่สำคัญของหน่วยงานย้อนหลัง 3 ปี
1. จำนวนผู้มารับบริการ 5อันดับโรคง่ายๆของการมารับบริการที่กลุ่มงานเวชฯ
ในปี 2552 - 2555
ปัญหาสุขภาพที่สำคัญของประชาชนในพื้นที่ที่มารับบริการที่ศูนย์สุขภาพชุมชนด่านซ้าย
โรคที่พบบ่อย (คน/ครั้ง)
|
ปี2552
|
ปี2553
|
ปี2554
|
ปี 2555
|
ระบบทางเดินหายใจส่วนต้น
|
1696/2873
|
1635/2541
|
1100/1706
|
1,128/1,745
|
โรคเบาหวาน
|
435/2,432
|
423/2,315
|
445/1,953
|
476/2,312
|
โรคในช่องปาก
|
1356/2192
|
1351/2237
|
1191/1908
|
1,323/2,256
|
ปวดเมื่อยกล้ามเนื้อจากการทำงาน
|
802/1785
|
827/1823
|
643/1301
|
669/1,427
|
โรคความดันโลหิตสูง
|
455/1962
|
547/2211
|
597/2169
|
757/2970
|
โรคระบบการย่อยอาหาร
|
526/892
|
416/803
|
403/635
|
504/850
|
คลินิก
การดูแลผู้ป่วยโรคเบาหวานในเขตรับผิดชอบ จำนวน 449 คน
ให้การดูแลผู้ป่วยด้วยทีม สหวิชาชีพ จัดบริการคลินิกเบาหวานทุกวันพฤหัสบดี มีผู้ป่วยโรคเบาหวานที่มารับบริการ ครั้งละ
35-40 คน
มีการจัดกิจกรรมแลกเปลี่ยนเรียนรู้ เรื่องการแลกเปลี่ยนอาหาร การดูแลเท้า
พูดคุยกับเภสัชกรรมเรื่องการใช้ยาที่ถูกต้อง
พยาบาลมีหน้าที่ในการซักประวัติ ประเมินผู้ป่วย และให้คำปรึกษา ตรวจ EKG วัดสายตา
ผลการดูแลผู้ป่วยโรคเบาหวานควบคุมระดับน้ำตาลได้ดี สม่ำเสมอ มีแนวโน้มคงที่
แต่ระดับน้ำตาลไม่ดีมีแนวโน้มลดลง และ
ผลการควบคุมระดับน้ำตาลได้ดีสม่ำเสมอไม่เพิ่มขึ้น อาจเกิดจากหลายปัจจัย เช่น
จากตัวผู้ป่วยเอง คือ ถึงแม้ว่าผู้ป่วยโรคเบาหวานมีความรู้
มีทักษะแต่ไม่ปรับเปลี่ยนพฤติกรรม หรือเป็นโรคเบาหวานมานาน
อาจทำให้การปรับการรักษายุ่งยาก หรือไม่เหมาะสม
แต่กลุ่มที่ควบคุมระดับน้ำตาลในเลือดไม่ดี
มีแนวโน้มลดลง แต่ยังมีเปอร์เซ็นต์ที่สูงอยู่


การวางแผนการพัฒนาปรับกระบวนการดูแลผู้ป่วยกลุ่มที่ควบคุมระดับน้ำตาลในเลือดไม่ดี
ให้พัฒนาเป็นกลุ่มที่มีระดับน้ำตาลในเลือดให้อยู่ในเกณฑ์ที่ควบคุมได้ดี โดยการนัดผู้ป่วยกลุ่มที่ควบคุมระดับน้ำตาลไม่ดีให้มาในคลินิกวันเดียวกันเป็นวันพฤหัสที่4
ของเดือน เพื่อให้ผู้ป่วยได้มาพูดคุยแลกเปลี่ยนเรียนรู้ซึ่งกันและกัน ในทุกๆ
ประเด็น และจัดกระบวนการกลุ่มด้วยวิธีพุทธ
โดยนัดไว้ให้เดือนละ 1 ครั้งๆ ละ 20 -30 คน
ส่วนผลการคัดกรองภาวะแทรกซ้อนที่มีแนวโน้มดีขึ้นทุกปี
ยกเว้นการตรวจจอประสาทตา เนื่องจากมีข้อจำกัดเรื่องเครื่องตรวจ โรงพยาบาลด่านซ้ายต้องยืมเครื่องตรวจจากโรงพยาบาลเลย
มาตรวจในช่วงระยะเวลาหนึ่งเท่านั้น
ซึ่งผู้ป่วยโรคเบาหวานอำเภอด่านซ้ายมีเป็นจำนวนมาก คือ 2,000 กว่าคน และจะจัดเวลาในการตรวจให้ผู้ป่วยโรคเบาหวานที่กลุ่มงานเวชปฏิบัติครอบครัวและชุมชน
เพียง 2 วัน เท่านั้น จึงทำให้ผลการตรวจจอประสาทตาเพียงร้อยละ
31.56
การพัฒนาต่อไป
คือ การประสานกับทีมผู้ดูแลผู้ป่วยโรคเบาหวานในโรงพยาบาลเพื่อขอจำนวนวันตรวจจอประสาทตาเพิ่มขึ้น
เป็น 1 สัปดาห์ เพื่อจะช่วยให้ผู้ป่วยโรคเบาหวานได้รับการตรวจจอประสาทตา ได้
ครอบคลุมมากขึ้น และมีการตรวจวัดสายตาในผู้ป่วยที่ยังไม่ได้ตรวจจอประสาทตา ถ้า VA มากกว่าหรือเท่ากับ 6/60 จะส่งพบจักษุแพทย์ ซึ่งมาตรวจตาที่รพ.ทุก 3 เดือน
การตรวจเท้า ยังไม่ได้ตามเป้าหมาย
เพราะการตรวจเท้าทำโดยนักกายภาพบำบัด
ซึ่งมีปัญหาคือ ในผู้ป่วยโรคเบาหวานกลุ่มข้าราชการ พ่อค้า แม่ค้า
ซึ่งมีภารกิจมาก จะมาตรวจเลือดในตอนเช้า แล้วรีบกลับไปทำงาน
จะกลับมาฟังผลเลือดและรับการตรวจอีกครั้งในตอนบ่าย และประสานกับนักกายภาพให้สามารถส่งผู้ป่วยไปตรวจเท้าได้ที่แผนกกายภาพ ถ้ายังไม่ได้ตรวจขณะที่ผู้ป่วยเข้ารับการตรวจที่ห้องตรวจ
จะวางแผนนัดตรวจเท้าในนัดครั้งต่อไป และเน้นว่าผู้ป่วยเบาหวานควรได้ตรวจเท้าปีละ1
ครั้งเป็นอย่างน้อย
และให้สำรวจเท้าของตนเองทุกครั้งในเวลาตื่นนอนและก่อนเข้านอน และพัฒนาการจัดเก็บข้อมูลการตรวจเท้าให้เป็นระบบ
สามารถวิเคราะข้อมูลการตรวจเท้าร่วมกับแผนกกายภาพบำบัดว่าผู้ป่วยคนไหนต้องดูแลเท้าเป็นพิเศษ
การจัดคลินิกความดันโลหิตสูง
จากการดูแลผู้รับบริการในศูนย์สุขภาพชุมชนด่านซ้ายมีผู้ป่วยความดันโลหิตสูงอยู่ในความดูแล
757 คน แต่มีผู้ป่วยที่ถูกลงทะเบียนเพียง 455 คน
มีการจัดทำกลุ่มในเรื่องผู้ป่วยความดันโลหิตสูงที่สูบบุหรี่ต้องในคำแนะนำให้ข้อมูลว่าจะมีผลต่อระบบหลอดเลือดและหัวใจ
ถ้าผู้ป่วยสมัครใจเลิกบุหรี่แนะนำเข้าคลินิกเลิกบุหรี่ มีการคัดกรองภาวะแทรกซ้อนปีละ 1 ครั้ง
โดยหาน้ำตาลในเลือด ดูไขมันในเส้นเลือด ดูการทำงานของไต

จากการดำเนินงานพบว่าอัตราผู้ป่วยควบคุมความดันโลหิตได้ดีสม่ำเสมอมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นเนื่องผู้ป่วยมารับยาได้สม่ำเสมอ
อัตราการขาดนัด เกิน 1 เดือนมีแนวโน้มลดลงในปี2555เป็น ร้อยละ1.7 จากการซักถามผู้ป่วยพบว่า ผู้ป่วยมีความรู้เรื่องการรับประทานยาดี
และความรู้ในการดูแลตนเองการรับประทานอาหาร การขยับร่างกายเพิ่มขึ้น โอกาสพัฒนาในการจัดคลินิกผู้ป่วยความดันโลหิตสูง
ให้มีการทบทวนการลงทะเบียนผู้ป่วยให้เป็นปัจจุบันและมีระบบการติดตามนัดให้มีประสิทธิภาพมากขั้นโดยใช้โทรศัพท์ติดตามเพื่อการพูดคุยกับผู้ป่วยและมีระบบการติดตามเยี่ยมบ้านโดยเจ้าของคลินิกและเจ้าหน้าที่ประจำบ้าน
ส่วนการคัดกรองประชาชนกลุ่มเสี่ยงความดันอายุ
35 ปีขึ้นมีแนวโน้มลดลง
แต่ก็พบผู้ป่วยความดันโลหิตรายใหม่ร้อยละ 0.13 ในปี2556
จะพัฒนาเครื่องวัดความดันโลหิตเป็นระบบdigital สามารถทำได้ง่าย เพื่อค้นหาผู้ป่วยรายใหม่ต่อไป
การจัดคลินิกฝากครรภ์
กลุ่มงานเวชปฏิบัติครอบครัวและชุมชน มีคู่มือในการฝากครรภ์ทั้งรายใหม่และรายเก่า ทำให้พยาบาลสามารถปฏิบัติงานได้ง่ายขึ้น ในปี 2555 มีหญิงตั้งครรภ์ในเขตรับผิดชอบ 73 คน ที่มาฝากครรภ์
เมื่อมีปัญหาสามารถปรึกษาสูติแพทย์ได้ทันที
ดังนั้นจึงพยายามที่จะกระตุ้นให้มาฝากครรภ์เมื่อรู้ตัวว่าท้อง พร้อมทั้งสามี
เพื่อให้การปรึกษาแบบคู่ในการตรวจเลือด คัดกรองความผิดปกติโรคทางกรรมพันธุ์
และโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ การมาฝากครรภ์เร็วได้ตรวจคัดกรองเร็ว
จะทำให้ได้รับการประเมินความผิดปกติและให้การดูแลได้ทันท่วงที มีประชาสัมพันธ์ผ่านทาง อสม.
และสถานีวิทยุชุมชน คลื่น 104.5 MHz

ตัวชี้วัดงานอนามัยมารดาและทารก มีผลลัพธ์
ได้ตามเป้าหมายในระดับประเทศ เช่น อัตราการฝากครรภ์ครั้งแรกอายุครรภ์น้อยกว่า 12
สัปดาห์ (Early ANC)
เป็น ร้อยละ 66.7 มากกว่าเป้าประเทศ แต่มีแนวโน้มลดลงจากเป้าหมายปีก่อน
เนื่องจากเป็นหญิงตั้งครรภ์ในวัยรุ่น (Teenage Pregnancy) ซึ่งไม่แน่ใจว่าจะตั้งครรภ์ต่อหรือไม่
และอีกส่วนหนึ่งเป็นหญิงตั้งครรภ์ครรภ์หลังที่มีประสบการณ์ตรงในการตั้งครรภ์แล้ว
และมีความวิตกกังวลน้อยกว่าการตั้งครรภ์ครั้งแรก ส่วนอัตราการฝากครรภ์ครบ 4
ครั้งคุณภาพ มีแนวโน้มสูงขึ้น เนื่องจากหญิงตั้งครรภ์มีความรู้
ทักษะการดูแลตนเองเพิ่มขึ้นจากการผ่านสื่อต่างๆ
รวมทั้งมีการส่งเสริมให้หญิงตั้งครรภ์เข้าร่วมกิจกรรมโรงเรียนพ่อ-แม่ พร้อมกับสามี
ขณะมาฝากครรภ์ เพื่อให้มีความรู้และทักษะ
ในการดูแลสุขภาพตนเองระหว่างการตั้งครรภ์
โรงเรียนพ่อ-แม่ จะให้คำแนะนำในเรื่องบทบาทของพ่อ-แม่ ความสำคัญของการมาฝากครรภ์เร็วและต่อเนื่อง
รวมทั้งการดูแลสุขภาพตนเอง ทั้งสุขภาพกายและสุขภาพใจ
ทำให้มารดาตั้งครรภ์มาฝากครรภ์ตามนัด
กรณีที่ไม่มาตามนัดเจ้าหน้าที่จะประสานทาง อสม.
ในหมู่บ้านให้ติดตามเยี่ยมและให้มาตรวจตามนัด
โอกาสพัฒนาโรงเรียน พ่อ-แม่
พยายามให้คุณพ่อคุณแม่มือใหม่แสดงความคิดเห็นและมีส่วนร่วมให้มากที่สุดในการเข้ากับวิถีชีวิต และอาจจะเอาผู้ที่มีประสบการณ์มาพูดคุยให้ฟัง หรือพยายามทำกิจกรรมเชิงประจักษ์
และมีการประเมินผลกิจกรรม โรงเรียน พ่อ-แม่ อย่างครอบคลุมและต่อเนื่อง
อัตราการเลี้ยงลูกด้วยนมแม่ อย่างเดียว 6 เดือน มีแนวโน้มลดลง
เนื่องจากหญิงหลังคลอดส่วนใหญ่ไปทำงานที่กรุงเทพฯ
ซึ่งลาคลอด ได้ 3 เดือน หลังจากนั้นก็จะฝากให้ญาติเลี้ยงดูต่อ
ทำให้ไม่สามารถเลี้ยงดูบุตรด้วยนมมารดาได้ครบ 6 เดือน แต่มีหญิงหลังคลอด 2 ราย ถึงแม้ว่าจะทำงานที่กรุงเทพมหานคร
แต่สามารถให้นมบุตรได้จนครบ 6 เดือน โดยการบีบน้ำนมและเก็บแช่แข็ง
แล้วฝากรถโดยสารปรับอากาศกลับมาให้ลูกกินได้ แต่ปัญหาคือ
มารดาหลังคลอดส่วนใหญ่ทำไม่ได้ เพราะ ต้องอาศัยความเข้าใจ ใส่ใจ ความตั้งใจ
และความอดทนเป็นอย่างมาก
ถึงแม้ว่าไม่สามารถให้นมบุตรได้ครบ 6 เดือน แต่เลี้ยงดูบุตรด้วยนมมารดา ครบ
3 เดือนตามวันที่ลาได้ เนื่องจาก
โรงเรียนพ่อ – แม่
เน้นให้เห็นความสำคัญของการเลี้ยงลูกด้วยนมแม่และประโยชน์ของนมแม่
อัตราทารกแรกเกิดน้ำหนักน้อยกว่า
2,500 กรัม สูงกว่าเป้าหมายที่ตั้งไว้เล็กน้อย จากการวิเคราะห์พบว่า
2 รายมารดา เป็นพาหะของโรคธาลัสซีเมีย มีค่าความเข้มข้นของเลือดต่ำกว่าเกณฑ์ตลอดการตั้งครรภ์
ได้มีการคัดกรองโรคธาลัสซีเมียและส่งปรึกษาสูติแพทย์เพื่อตรวจร่างกาย และให้ยา
Folic a 1 เม็ด วันละครั้ง ให้ FBC 1 เม็ดหลังอาหารเช้า-
เย็น และ Obimin AZ 1 เม็ด ก่อนนอน กรณีน้ำหนักตัวหญิงตั้งครรภ์ไม่เพิ่มขึ้น
ให้หาสาเหตุร่วมกันกับหญิงตั้งครรภ์และร่วมกันแก้ไขปัญหา มีแนวทางให้ยาวิตามิน หลังจากให้ยาตามแนวทางแล้วมีการประเมินผลโดยเจาะ
Hct หลังการให้ยา 1 เดือน กรณี Hct
< 30% ส่งพบสูติแพทย์มีการพัฒนาโรงเรียนพ่อแม่โดยมีนักโภชนากรให้คำแนะนำเรื่องการรับประทานอาหาร
และการเลือกซื้อนมที่เหมาะกับหญิงตั้งครรภ์ แล้วมีการประเมินผลหลังการให้คำแนะนำทุกราย
การจัดคลินิกบำบัดผู้มีปัญหาการดื่มสุรา
บริบท/สภาพการณ์ที่ผ่านมา
ปัจจุบันมีจำนวนผู้ดื่มสุราและเครื่องดื่มแอลกอฮอล์เพิ่มมาก
ส่งผลเสียต่อสุขภาพร่างกาย จิตใจ ครอบครัวและสังคม อำเภอด่านซ้าย
เป็นพื้นที่หนึ่งที่มีความเสี่ยงในเรื่องการบริโภคแอลกอฮอล์
เนื่องจากประชากรส่วนใหญ่ มีอาชีพเกษตรกรรม มีวัฒนธรรมความเชื่อที่ว่า การดื่มสุรา
ช่วยให้หายปวดเมื่อย และมีการดื่มฉลองกันในงานเทศกาลต่างๆ และจากการสอบถาม พูดคุย
พบว่า สถิติการดื่มมีมากขึ้นในประชากรที่อายุน้อยลงอยู่ในกลุ่มวัยรุ่น
และที่สำคัญอุบัติเหตุส่วนใหญ่มักจะมีสาเหตุมาจาก การดื่มแอลกอฮอล์
เป้าหมาย/วัตถุประสงค์ เพื่อคัดกรอง/บำบัด
ผู้ที่มีปัญหาการดื่มสุรา โดยสมัครใจ
ตัวชี้วัด อัตราการคัดกรอง /
บำบัดผู้ที่มีปัญหาการดื่มสุรา
สิ่งที่ดำเนินการ
พยาบาลประจำคลินิกกำหนดกระบวนการดูแลผู้มีปัญหาการดื่มสุรา ดังต่อไปนี้
1.
ผู้มารับบริการอายุ15ปีขึ้นไป
จุดซักประวัติคัดกรองหรือประเมินระดับการดื่มสุรา โดยใช้แบบประเมิน
Alcohol screening โดยคำถามแรกที่ถามคือ “ในช่วงนี้ ( 3 เดือนที่ผ่านมา ) คุณดื่มเครื่องดื่มที่มีส่วนผสมของแอลกอฮอล์ (สุรา)
หรือไม่”
ถ้าดื่มให้ใช้แบบประเมินปัญหาการดื่มสุรา หรือ AUDIT ( Alcohol Use Disorders
Identification Test)
-
ในกลุ่มที่มีระดับความเสี่ยงต่ำ
(ค่าคะแนน 0-7) จะให้ Alcohol
Education : AE คือ การให้ความรู้เกี่ยวกับการดื่มสุรา
และอันตรายที่อาจเกิดขึ้น หากดื่มมากกว่าที่เป็นอยู่หรือไม่หยุดดื่ม
ชื่นชมพฤติกรรมการดื่มที่เสี่ยงต่ำและให้แผ่นพับ
เพื่อการตัดสินใจในการหยุดดื่มด้วยตนเอง
-
ในกลุ่มผู้ดื่มแบบเสี่ยง
(Hazardous drinker) (ค่าคะแนน 8-15) จะมีการให้คำแนะนำแบบสั้น
(Brief Advice : BA) หรือ (Brief Counseling : BC) โดยการให้ข้อมูลสะท้อนกลับ บอกผลกระทบจากการดื่มที่อาจเกิดขึ้น เสริมแรงกระตุ้นให้เกิดการปรับเปลี่ยนพฤติกรรม
การดื่ม
-
ในผู้ที่ดื่มแบบอันตราย
( Harmful use ) (ค่าคะแนน 16-19) การช่วยเหลือแบบสั้น
(Brief Intervention : BI)
เป็นการช่วยเหลือแบบสั้น
เป็นการบำบัดชนิดหนึ่งซึ่งใช้กับผู้ที่ประสบปัญหาจากการดื่มแอลกอฮอล์
-
ในผู้ดื่มแบบติด
( Alcohol dependence ) (ค่าคะแนน >20) จะพิจารณาส่งพบแพทย์ เพื่อให้การตรวจวินิจฉัยและวางแผนการบำบัดรักษา
2. ให้การดูแลตามแนวทางการดื่มสุรา
ผลลัพธ์การดำเนินงาน
ผลการคัดกรองการดื่มสุราผู้มารับบริการในโรงพยาบาล ปี 2555
ประเภทผู้รับบริการ
|
จำนวน
|
ร้อยละ
|
ไม่ดื่ม
|
5,575
|
76.7
|
ดื่ม
|
1,303
|
18.0
|
เคยดื่มแต่เลิกแล้ว
|
385
|
5.3
|
รวม
|
7,265
|
100
|
ผลการประเมินปัญหาการดื่มสุราในคลินิก
(AUDIT) ปี 2555
ระดับความเสี่ยง
|
จำนวน
|
ร้อยละ
|
ดื่มแบบเสี่ยงต่ำ
|
31
|
10.8
|
ดื่มแบบเสี่ยง
|
83
|
28.9
|
ดื่มแบบอันตราย
|
70
|
24.4
|
ดื่มแบบติด
|
103
|
35.9
|
รวม
|
287
|
100
|
การบำบัดในคลินิก จะเน้นการบำบัดด้วยความสมัครใจ โดยใช้กระบวนการ
การให้การปรึกษาเพื่อการบำบัดทั้งแบบรายบุคคล แบบกลุ่มและนัดเป็นระยะ
เพื่อการติดตามประเมินผล ให้การปรึกษาครอบครัว
ให้ญาติเข้ามามีส่วนร่วมในกระบวนการบำบัด เพื่อให้เกิดกำลังใจในการหยุดดื่ม
ผลการบำบัดผู้มีปัญหาการดื่มสุราในคลินิก ปี 2555
จำนวนผู้เข้ารับการบำบัดสุรา
|
จำนวนผู้ป่วยหยุดดื่มได้
6 เดือน และติดตาม
1 ปี (คน)
|
113
คน
|
24 ( 21.2%)
|
-
After care
-
บำบัดเชิงรุก – โปรแกรมใกล้บ้าน สมานใจ
เป็นการติดตามต่อเนื่อง 1 ปี และ
สร้างเครือข่าย โดยการส่งต่อผู้ป่วยไปยัง รพ.สต. เพื่อการดูแลที่ต่อเนื่อง จำนวน
24 คน
-
การดำเนินการในชุมชน การจัดค่ายเยาวชนด่านซ้าย....รักษ์สุขภาพ
กลุ่มเป้าหมายคือ เยาวชนชั้นประถมศึกษา เพื่อปลูกฝังทัศนคติในเรื่องพิษภัย สุรา
บุหรี่ และสารเสพติด ให้เยาวชนได้ตระหนักถึงผลที่ตามมาจากการใช้สารเสพติด จำนวน
80 คน
จากโปรแกรม HOSxP ณ วันที่
21 สิงหาคม 2555






-
แผนการดำเนินการ ปี 2556
-
จากการดำเนินงานในปี 2555 พบว่า
การคัดกรองการดื่มสุราผู้รับบริการในโรงพยาบาล มีผู้ดื่มสุรา จำนวน 1,303 คน คิดเป็น ร้อยละ 18 แต่ผู้ที่ดื่มสุรา
ได้รับการประเมินระดับความเสี่ยง (AUDIT) เพียง 287 คน คิดเป็นร้อยละ 22.02
ซึ่งคิดว่าน่าจะเกิดจาก ปัจจัยหลายอย่าง เช่น ความยุ่งยากของการประเมิน ผู้รับบริการไม่สมัครใจ
-
ดังนั้น ในปี 2556 คณะผู้ทำงาน
ได้วางแผนเพื่อแก้ไขปัญหาดังกล่าว โดยการให้คำแนะนำมากขึ้น ประชาสัมพันธ์ในชุมชน
และให้ข้อมูลแก่ผู้รับบริการ เพื่อให้ผู้รับบริการเกิดความตระหนัก
และเข้าสู่การบำบัดได้มากขึ้น
-
งานสุขภาพจิต
-
การดูแลผู้ป่วยจิตเวชในความรับผิดชอบของกลุ่มงานเวชปฏิบัติครอบครัวและชุมชน
-
การให้บริการดูแลรักษาผู้ป่วยจิตเวชผู้ที่มีปัญหาด้านสุขภาพจิต
ในความรับผิดชอบของกลุ่มงานเวชปฏิบัติครอบครัวและชุมชน มีขอบเขตพื้นที่ให้บริการคลอบคลุม
3 ตำบล ได้แก่ ตำบลด่านซ้าย ตำบลโคกงาม (บ้านห้วยตาด )
และตำบลโพนสูง(บ้านกกเหี่ยน) โดยมีรูปแบบการบริการคือรักษาแบบผู้ป่วยนอก ในรายที่อาการคงที่และติดตามเยี่ยมบ้าน
ในรายที่มีปัญหาซับซ้อน ส่วนในรายที่ต้องปรับยาหรือมีอาการทางจิตที่ต้องติดตามจะร่วมกับงานผู้ป่วยนอกจัดให้บริการคลินิกจิตเวชของโรงพยาบาลด่านซ้าย
ทุกวันศุกร์สัปดาห์ที่ 3 ของเดือน
โดยมีจิตแพทย์จากโรงพยาบาลจิตเวชเลยราชนครินทร์มาให้บริการตรวจรักษา มีกิจกรรมคือ
ให้บริการซักประวัติ ตรวจรักษาโดยจิตแพทย์ และอายุรแพทย์ประจำโรงพยาบาล มีการให้คำปรึกษารายบุคคล
การทำกลุ่มประคับประคอง และกลุ่มบำบัดสุราและสารเสพติด มีผู้ป่วยจิตเวชที่ได้รับการดูแล 37 คน
-


-
ตารางสรุปสภาวะสุขภาพผู้ป่วยจิตเวชของศูนย์สุขภาพชุมชนด่านซ้ายปี2555
|
กิจกรรม
|
ราย
|
ร้อยละ
|
|
ภาวะสุขภาพ
|
|
|
|
1. อาการดีขึ้นไม่มีอาการทางจิตและได้รับการปรับลดยา
|
6
|
16.21
|
|
2. อาการคงที่และรับยาเท่าเดิม
|
18
|
48.64
|
|
3. อาการไม่ทุเลาและปรับยาเพิ่มขึ้น
|
11
|
2.97
|
|
4. ยุติการรักษา
|
2
|
5.40
|
|
สมรรถภาพด้านสังคม
|
|
|
|
1. รบกวนความสงบผู้อื่น
|
2
|
5.40
|
|
2. อยู่ตามลำพังไม่รบกวนใคร
|
0
|
0
|
|
3. อยู่ร่วมกับผู้อื่นได้ถามคำตอบคำ
|
1
|
2.70
|
|
4. อยู่ร่วมกับผู้อื่นโดยถือเป็นสมาชิกคนหนึ่ง
|
17
|
45.94
|
|
5. มีความเห็นและสามารถออกความคิดเห็นร่วมกับผู้อื่นได้
|
17
|
45.94
|
|
สมรรถภาพด้านการดำรงชีพ
|
|
|
|
1. ช่วยตนเองไม่ได้
ต้องมีคนช่วย
|
1
|
2.70
|
|
2. ช่วยเหลือตนเองได้
แต่ต้องมีคนกระตุ้น
|
2
|
5.40
|
|
3. ช่วยเหลือตนเองได้
|
7
|
18.19
|
|
4. เลี้ยงชีพตนเองได้
|
12
|
32.42
|
|
5. เลี้ยงชีพตนเองและช่วยเหลือผู้อื่นได้
|
15
|
40.54
|
ตารางผลลัพธ์การดูแลผู้ป่วยจิตเวช
|
ตัวชี้วัด
|
เป้าหมายปี55
|
ปี
|
|
1. อัตราการขาดนัดเกิน 4
สัปดาห์
|
5
|
1.6
|
|
2. จำนวนผู้ป่วยที่ถูกล่ามขัง
|
0
|
0
|
|
3. อัตราการฆ่าตัวตายสำเร็จ
ต่อแสนประชากร
|
6:แสนประชากร
|
0
|
|
4. อัตราผู้ป่วยจิตเวชที่ควบคุมอาการไม่ได้ได้รับการส่งต่อ
|
<5%
|
10.81
|
การดูแลผู้ป่วยจิตเวช
ในกลุ่มงานเวชปฏิบัติครอบครัวและชุมชน มีแนวโน้มของอัตราการขาดนัดเกิน 4 สัปดาห์
สูงขึ้น เนื่องจากผู้ป่วยจิตเวชไม่สามารถมาตรวจตามนัดได้ด้วยตนเอง
ต้องพึ่งพาญาติหรือผู้ดูแล
จึงมีการปรับแนวทางเพื่อให้ผู้ป่วยจิตเวชสามารถรักษาได้ต่อเนื่อง โดย
การติดตามเยี่ยมบ้าน เพื่อประเมินอาการ
พร้อมทั้งนำยาไปให้ที่บ้านในรายที่ไม่มีผู้ดูแล และอัตราผู้ป่วยจิตเวชที่ควบคุมอาการไม่ได้ต้องได้รับการส่งต่อ
มีอัตราที่สูงกว่าเป้าหมายที่กำหนด เนื่องจากมีปัจจัยร่วม จากการดื่มสุรา จึงมีแนวทางในการพัฒนา
โดยการทำความเข้าใจกับญาติหรือผู้ดูแล และชุมชน
ให้ตระหนักถึงผลเสียจากการดื่มสุราของผู้ป่วยจิตเวชเพราะจะทำให้เกิดอาการกำเริบและไม่สามารถควบคุมอาการได้
ประเด็นปัญหาสำคัญในพื้นที่
1.
ผู้ป่วยจิตเวช
พยายามฆ่าตัวตาย 1 ราย ซึ่งเป็น Schizophrenia เพศชาย อายุ 38 ปี มีอาการหูแว่ว
เสียงสั่งให้ผูกคอ ตนเอง สาเหตุเนืองมาจากผู้ป่วยกินยาไม่ถูกต้อง แนวทางการดูแล
คือ สอนผู้ดูแล มารดาผู้ป่วยในการจัดยาให้รับประทานโดยมี อสม.
คอยติดตามแนะนำอย่างต่อเนื่อง หลังให้การดูแลผู้ป่วยสามารถรับประทานยาได้ถูกต้อง
อาการทางจิตสงบ จากกรณีที่เกิดขึ้นได้ปรับกระบวนการซักประวัติการรับประทานยา
โดยสอบถามจากญาติ และทวนสอบยาที่ผู้ป่วยรับประทานจาก
สมุดตัวอย่างยาหรือแนะนำให้ผู้ป่วยนำยามาโรงพยาบาลด้วยทุกครั้ง
ปัญหาผู้ป่วยจิตเวชและครอบครัวไม่ยอมรับการรักษา
ผู้ป่วยได้รับการวินิจฉัยเป็น Schizophrenia เพศหญิง อายุ 33 ปี ได้รับการรักษาโดยให้ยาฉีด Fluphenazine dec 50 mg IM เดือนละ 1 ครั้ง เนื่องจากผู้ป่วยไม่ยอมกินยา
เคยมีอาการหูแว่ว ประสาทหลอน หลงผิด หลายครั้งจากการรับประทานยาไม่ต่อเนื่อง
ผู้ป่วยได้รับยาฉีดต่อเนื่องมาประมาณ 1 ปี และอาการสงบ
จึงไม่ยอมฉีดยาต่อ หลังจากนั้นผู้ป่วยเริ่มมีอาการใช้เงินฟุ่มเฟือย ซื้อของต่าง
ซึ่งไม่จำเป็นเข้าบ้านทั้งที่มีอยู่แล้ว และด่าว่ามารดาเมื่อขอเงินไม่ได้
ทีมจึงเข้าไปเยี่ยมบ้านเพื่อวางแผนการรักษาร่วมกับครอบครัว
และชุมชน ผู้ป่วยจึงยินยอมให้ฉีดยา
แต่เมื่อครบกำหนดฉีดยาเดือนต่อมาผู้ป่วยและครอบครัวปฏิเสธการรักษา
โดยแจ้งว่าผู้ป่วยง่วง ขับรถไปส่งคนในบ้านไม่ได้
ผู้ป่วยและญาติปฏิเสธทั้งการรักษาแบบยารับประทาน และยาฉีด โดยพ่อของผู้ป่วยให้รักษาตามความเชื่อ
ว่าเกิดจากการไปบนพระธาตุศรีสองรักไว้แล้วไม่ได้แก้บนทำให้เจ็บป่วย
ซึ่งต้องแก้บนโดย เอาควาย 2 ตัวไปแก้ ซึ่งปัจจุบันยังไม่มีเงินพอที่จะซื้อได้
ส่วนมารดาและป้าของผู้ป่วยไม่สามารถบอกลูกได้
เพราะผู้ป่วยเป็นเรี่ยวแรงสำคัญในบ้านในการออกไปทำงานนอกบ้าน
เพราะขับรถจักรยานยนต์พาไปได้
หลังจากทีมได้ออกเยี่ยมบ้านเพื่อพูดคุยถึงอาการและโรคที่ผู้ป่วยเป็นอยู่หลายครั้ง
แต่ก็ไม่สามารถประสบผลสำเร็จ จึงประสานให้ อสม.
และผู้นำชุมชนในการดูแลและเฝ้าระวังอาการของผู้ป่วยที่เป็นอันตรายต่อครอบครัวชุมชน
และให้แจ้งเมื่อมีอาการผิดปกติเกิดขึ้น
ปัจจัยที่ทำให้ผู้ป่วยไม่ยอมรับการรักษา
-
ผู้ป่วยเป็นคนที่มีอิทธิพลในครอบครัวนี้
เนื่องจาก ในครอบครัวเป็นผู้ป่วยเรื้อรัง ผู้พิการ และเด็ก
ซึ่งต้องอาศัยผู้ป่วยในการหาเลี้ยงครอบครัว เมื่อผู้ป่วยปฏิเสธการรักษาด้วยยา
ซึ่งมีผลข้างเคียงคือง่วงซึม จึงมองผลเสียที่จะเกิดตามมาคือขาดรายได้
จึงแสวงหาวิธีการรักษาแบบอื่น
-
ความเชื่อด้านวัฒนธรรม ประเพณี และพิธีกรรมทางไสยศาสตร์
-
คลินิกสุขภาพเด็กดี
-
การจัดคลินิกสุขภาพเด็กดี จัดวันอังคารทุกสัปดาห์ มีระบบการค้นแฟ้มครอบครัวไว้รอง ให้บริการเกือบ One stop
service ยกเว้นบริการทันตกรรม
จากโปรแกรม HOSxP ณ วันที่
21 สิงหาคม 2555
-
จากกราฟจะเห็นว่าผู้มารับบริการที่กลุ่มงานเวชมีแนวโน้มลดลง สาเหตุมาจากเด็กที่เกิดในเขตรับผิดชอบลดลง และมีนโยบายในการพัฒนาคลินิกสุขภาพเด็กดีที่โรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบล
และมีแนวทางปฏิบัติในการกระตุ้นพัฒนาการเด็กและทีมอนามัยแม่และเด็กมีการจัดซื้ออุปกรณ์ในการตรวจพัฒนาการเด็กให้กับโรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบลทุกแห่ง ในปี 2556
ได้มีการกระตุ้นให้กองทุนสุขภาพระดับตำบลจัดทำโครงการหนังสือเล่มแรกสนับสนุนโรงพยาบาล
การเฝ้าระวังพัฒนาการเด็ก
ศูนย์สุขภาพชุมชน ได้ส่งเสริมให้ผู้ปกครอง ได้สังเกตพัฒนาการเด็ก
และบันทึกในสมุดสีชมพูตามแบบอนามัย 49 ทุกครั้งที่มารับบริการในคลินิกสุขภาพเด็กดี
ตรวจและประเมินพัฒนาการซ้ำ โดยพยาบาลและนักกิจกรรมบำบัด ตามแบบพัฒนาการเด็ก 0-5 ปี
(DSI) ถ้าหากพบว่าผิดปกติจะให้คำแนะนำ และสาธิตการกระตุ้นพัฒนาการ
ข้อที่ไม่ผ่านแก่ผู้ปกครอง ไปกระตุ้นต่อเนื่องที่บ้าน และนัดติดตามประเมินซ้ำอีก 1
เดือน หากพบว่าพัฒนาการช้า จากสาเหตุอื่นๆ ส่งพบกุมารแพทย์ เพื่อตรวจร่างกาย และส่งเข้ากระตุ้นพัฒนาการที่คลินิกกระตุ้นพัฒนาการต่อไป
|
ตัวชี้วัด
|
เป้าหมายปี
55
|
2552
|
2553
|
2554
|
2555
|
|
อัตราความครอบคลุมการประเมินพัฒนาการ
|
95%
|
100
|
100
|
100
|
100
|
|
อัตราเด็ก 0-6
ปี พัฒนาการสมวัย
|
95%
|
98.98
|
98.29
|
98.63
|
98.41
|
|
อัตราเด็ก 0-
5 ปี มีความเสี่ยงต่อพัฒนาการช้าได้รับการกระตุ้น
-
หลังกระตุ้นมีพัฒนาการสมวัย
-
พัฒนาการล่าช้า
|
90%
|
90
NA
NA
|
85.1
NA
NA
|
100
NA
NA
|
100(17)
52.94(9)
47.05(8)
|
|
อัตราติดตามเยี่ยมบ้านเด็กที่มีพัฒนาการช้า
|
80%
|
100
|
100
|
100
|
100
|
จากโปรแกรม
HOSxP ณ วันที่
21 สิงหาคม 2555
จากการดำเนินงานที่ผ่านมา
พบว่า เด็กทีมีปัญหาเรื่องพัฒนาการมีทั้งหมด 17 ราย สาเหตุ
เนื่องมาจากคลอดก่อนกำหนด 3 ราย น้ำหนักแรกเกิดน้อย 3 ราย มีโรคประจำตัว เช่น
หอบหืด 1 ราย สาเหตุอื่นๆ เช่นการขาดการกระตุ้น และไม่ทราบสาเหตุ 10 ราย
หลังได้รับการกระตุ้นพัฒนาการแล้วมีพัฒนาการสมวัย
9 ราย มีพัฒนาการล่าช้าอยู่ 8 ราย ส่วนใหญ่ล่าช้าด้านกล้ามเนื้อมัดใหญ่ 3
ราย ล่าช้าด้านภาษา และการใช้ภาษา 2 ราย ล่าช้าทั้ง 5 ด้าน 3 ราย
ซึ่งได้รับการกระตุ้นพัฒนาการต่อเนื่องเดือนละ 1 ครั้ง

การให้บริการสร้างเสริมภูมิคุ้มกันโรคจะให้บริการในคลินิกสุขภาพเด็กดีทุกวันอังคารในเด็กอายุ
0 – 5 ปี ในเขตพื้นที่รับผิดชอบ และเด็กที่ผู้ปกครองสมัครใจมาขอรับบริการ
มีระบบติดตามการขาดนัดอย่างเป็นระบบ
จากผลการดำเนินงานพบว่าอัตราความครอบคลุ่มอยู่ในระดับดี
เด็กที่ไม่สามารถมารับตามเกณฑ์ได้เนื่องจาก เป็นเด็กที่ย้ายติดตามผู้ปกครองเข้ามาในพื้นที่ และไม่มีประวัติการรับวัคซีนที่ชัดเจน
รับวัคซีนไม่ครบจึงได้เริ่มโปรแกรมการรับวัคซีนใหม่
และมีการติดตามอย่างต่อเนื่อง การให้บริการสร้างเสริมภูมิคุ้มกันโรคมีการเฝ้าระวังอาการหลังได้รับวัคซีนอย่างต่อเนื่อง
ที่ผ่านมาพบว่ามีจำนวนน้อยและมีอาการไม่รุนแรง
เนื่องจากได้มีการซักประวัติการเจ็บป่วยก่อนให้วัคซีนทุกครั้ง และให้คำแนะนำการดูแลแก่ผู้ปกครองหลังรับวัคซีน

การเฝ้าระวังภาวะโภชนาการเด็ก
0 – 6 ปี มีการติดตามชั่งน้ำหนัก และวัดส่วนสูงเด็กในพื้นที่ ทุก 3 เดือน พบว่าเด็กส่วนใหญ่มีภาวะโภชนาการปกติร้อยละ
94.49
เด็กที่มีภาวะโภชนาการต่ำกว่าเกณฑ์/มากกว่าเกณฑ์มีแนวโน้มลดลง
และได้ส่งพบกุมารแพทย์เพื่อตรวจหาสาเหตุเพิ่มเติม และติดตาม ทุก 1 เดือน โดย
อาสาสมัครสาธารณสุขชุมชนประจำหมู่บ้าน

การดูแลเด็กก่อนวัยเรียนในศูนย์พัฒนาเด็กเล็ก
ได้มีการให้บริการตรวจสุขภาพนักเรียนปีละ 1 ครั้ง พบว่าเด็กส่วนใหญ่มีสุขภาพดี
มีการเฝ้าระวังภาวะโภชนาการทุก 3 เดือน
พบว่าเด็กในศูนย์พัฒนาเด็กเล็กมีภาวะโภชนาการปกติมีแนวโน้มเพิ่มขึ้น
เนื่องจากครูพี่เลี้ยงและผู้ปกครองได้ให้ความสำคัญในการเฝ้าระวังภาวะโภชนาการ
โดยการจัดเมนูที่เหมาะสม ให้อาหารเสริมนมจืด มีการจัดกิจกรรมการเคลื่อนไหว สร้างพฤติกรรมการบริโภคที่ถูกต้องให้กับเด็ก
ส่งเด็กที่มีภาวะโภชนาการพบกุมารแพทย์
การตรวจประเมินพัฒนาการโดยให้พี่เลี้ยงเด็กได้มีการประเมินพัฒนาการเด็กอย่างสม่ำเสมอ
พบว่าเด็กส่วนใหญ่มีพัฒนาการสมวัย ร้อยละ 99.54
พัฒนาการล่าช้าจำนวน 1 ราย
ได้ส่งพบกุมารแพทย์และเข้าคลินิกกระตุ้นพัฒนาการ และติดตามเยี่ยมบ้าน

การดูแลเด็กวัยเรียน
กลุ่มงานเวชปฏิบัติครอบครัวและชุมชนมีโรงเรียนในพื้นที่ รับผิดชอบจำนวน 8
โรง ได้ผ่านเกณฑ์ประเมินโรงเรียนส่งเสริมสุขภาพระดับเพชร 1 โรง ระดับทอง 3 โรง
ระดับเงิน 2 โรง ระดับทองแดง 2 โรง และได้มีการพัฒนาอย่างต่อเนื่อง
ได้จัดกิจกรรมบริการในโรงเรียน คือ ตรวจสุขภาพนักเรียนชั้นอนุบาล – ป.4
แนะนำการตรวจสุขภาพด้วยตัวเองแก่นักเรียนชั้น ป.5 – ป.6 และ นักเรียนชั้น ม. 1 –
ม.6 พบว่าเด็กส่วนใหญ่มีสุขภาพดี มีแนวโน้มพบการเกิดเหามากขึ้นปี 2555 ร้อยละ 6.97
ส่วนใหญ่จะพบในโรงเรียนที่อยู่ในเขตเมืองเนื่องจากเด็กมาจากหลายพื้นที่
ส่วนใหญ่นักเรียนที่พบเหาจะอาศัยอยู่กับ ผู้ปกครองที่ไม่ใช่ พ่อ แม่
จึงทำให้ได้รับการดูแลไม่ดีเท่าที่ควร
กลุ่มงานเวชปฏิบัติครอบครัวและชุมชนได้ให้ยากำจัดเหา
พร้อมแนะนำวิธีการกำจัดเหา การดูแลสุขวิทยาส่วนบุคคล
และติดตามเยี่ยมบ้านอย่างต่อเนื่อง
ให้บริการสร้างเสริมภูมิคุ้มกันโรคในชั้น ป.1 และ ป.6 ตามเกณฑ์ ร้อยละ
100 ดูแลให้คำแนะนำสุขาภิบาลสิ่งแวดล้อมในโรงเรียนเพื่อให้เหมาะสมในการเรียนรู้ของเด็ก เฝ้าระวังภาวะโภชนาการในโรงเรียนเทอมละ 1 ครั้ง
พบว่า
เด็กนักเรียนที่มีภาวะโภชนาการผิดปกติส่วนใหญ่มีภาวะโภชนาการเริ่มอ้วน+อ้วน ปี 2555 ร้อยละ 7.71
เนื่องมาจากการมีพฤติกรรมการบริโภคที่ไม่เหมาะสม เช่น การบริโภคน้ำอัดลม
อาจที่มีแป้งและน้ำตาลเป็นส่วนประกอบ มีกิจกรรมการเคลื่อนไหวน้อย
กลุ่มงานเวชปฏิบัติครอบครัวจึงได้จัดกิจกรรมโครงการลดความอ้วน
ชวนลูกผอมขึ้นโดยใช้เวลาตอนเย็นหลังเลิกเรียนทุกวันพุธในการทำกิจกรรมร่วมกัน คือ
การให้ความรู้เรื่องการบริโภคที่ถูกหลักโภชนาการ
การจัดกิจกิจกรรมการเคลื่อนไหวที่หลากหลาย จัดทำค่ายเด็กไทยไม่กินหวาน 1
วันร่วมกับผู้ปกครอง ติดตามเยี่ยมบ้าน ส่งพบกุมารแพทย์ พบว่าเด็กนักเรียนเริ่มมีภาวะโภชนาการเริ่มอ้วน
+ อ้วน มีแนวโน้มลดลง
ซึ่งกลุ่มงานเวชปฏิบัติครอบครัวและชุมชนยังมีโครงการติดตามอย่างต่อเนื่อง

การคัดกรองมะเร็งปากมดลูก กลุ่มเป้าหมายคือหญิงวัยเจริญพันธ์คู่ อายุ 30
– 60 ปี ใช้ระยะเวลาดำเนินการ 5 ปี โดยเริ่มปี 2553 มีเป้าหมายการคัดกรองร้อยละ 20
ในแต่ละปี และส่งพบสูตินรีแพทย์เมื่อผลตรวจผิดปกติทุกราย
จากการดำเนินงานพบว่าแนวโน้มการคัดกรองมะเร็งปากมดลูกลดลงเนื่องจาก
ในช่วงแรกของการดำเนินงานกลุ่มงานเวชปฏิบัติครอบครัวและชุมชนได้ออกไปให้บริการในชุมชนพบว่ากลุ่มเป้าหมายได้ให้ความสำคัญและมารับการคัดกรองเป็นจำนวนมากในปี
2553 และ ปี 2554
แต่ในชุมชนเมืองกลุ่มเป้าหมายยังไม่ให้ความสำคัญในการมารับการคัดกรอง กลุ่มงานเวชปฏิบัติครอบครัวและชุมชนจึงได้จัดทำหนังสือเชิญกลุ่มเป้าหมายให้ไปรับการตรวจที่กลุ่มงานเวชปฏิบัติครอบครัวและชุมชน
หรือสถานบริการสาธารณสุขทุกแห่งที่ให้บริการ
และให้แจ้งผลการตรวจให้กลุ่มงานเวชปฏิบัติครอบครัวและชุมชนทราบ
ประสานองค์การบริหารส่วนท้องถิ่นเพื่อวางแผนการดำเนินงานร่วมกันต่อไป
สรุปรายงานสถานการณ์โรค Diphtheria
ภัยคุกคามจากโรคคอตีบในอำเภอด่านซ้าย ช่วงเดือนมิถุนายน - สิงหาคม 2555 ได้เกิดการระบาดของโรคคอตีบ
มีผู้ป่วยทั้งหมด 21 ราย
คิดเป็นอัตราป่วย 41.34 ต่อประชากรแสนคน มีผู้เสียชีวิต 2 ราย อัตราตายต่อประชากรแสนคน เท่ากับ 3.94 อัตราผู้ป่วยตายเท่ากับร้อยละ 9.52 พบผู้ป่วยเพศหญิงมากกว่าเพศชาย โดยพบเพศหญิง 11 ราย เพศชาย 10 ราย อัตราส่วนเพศหญิงต่อเพศชาย เท่ากับ
1.10 : 1 กลุ่มอายุที่พบสูงสุดคือกลุ่มอายุ 10
- 14 ปี
จำนวนผู้ป่วยเท่ากับ 6 ราย รองลงมาคือ กลุ่มอายุ 35
- 44 ปี,25 - 34 ปี,5 - 9 ปี,15
- 24
ปี จำนวนผู้ป่วยเท่ากับ
5,4,4,2 ราย ตามลำดับ
อาชีพที่มีจำนวนผู้ป่วยสูงสุดคือเกษตรกร
จำนวนผู้ป่วยเท่ากับ 10 ราย
รองลงมาคือ อาชีพนักเรียน, อาชีพ นปค., อาชีพรับจ้าง, จำนวนผู้ป่วยเท่ากับ 8,2,1, ราย ตามลำดับ
พบผู้ป่วยในเดือนมิถุนายน 1 ราย
เดือนกรกฎาคมจำนวนผู้ป่วย จำนวน 11 ราย
เดือนสิงหาคม จำนวน 9 ราย ตำบลที่มีอัตราป่วยต่อประชากรแสนคนสูงสุด คือ
ตำบลอิปุ่ม อัตราป่วยเท่ากับ 139.41
ต่อประชากรแสนคน รองลงมาคือ ตำบล
กกสะทอน, ตำบล
วังยาว, ตำบล นาดี, ตำบล โคกงาม, ตำบล โป่ง, ตำบล ด่านซ้าย, อัตราป่วยเท่ากับ 125.87 , 26.53 , 23.91 , 22.18 , 16.24 , 11.78 ต่อประชากรแสนคน
ตามลำดับ
สำหรับตำบลด่านซ้ายเป็นพื้นที่พบผู้ป่วยเป็นรายแรกของอำเภอ
พบในช่วงปลายเดือนมิถุนายน 2555 ผู้ป่วยเป็นเพศชาย อายุ 40 ปี มีอาชีพเกษตรกรและรับจ้างทั่วไป
ช่วงก่อนป่วย 14 วัน ปฏิเสธเดินออกนอกพื้นที่ตำบลด่านซ้าย
มีพฤติกรรมดื่มเหล้าขาวกับเพื่อนๆเป็นประจำหลังเลิกงาน และมีภูมิคุ้มกันบกพร่อง
ดังนั้นจึงมีความเสี่ยงสูงต่อการเกิดโรค จากการใช้แก้วเหล้าร่วมกับคนอื่น
และการดำเนินของโรคมีความรุนแรง เนื่องจากภูมิคุ้มกันบกพร่องติดเชื้อเอชไอวี
แพทย์ได้พิจารณาให้ยาต้านพิษ(DAT)และยาปฏิชีวนะทำให้ผู้ป่วยอาการค่อยๆดีขึ้น
และเตรียมที่จะจำหน่ายผู้ป่วยกลับบ้าน
แต่ผู้ป่วยมีภาวะแทรกซ้อนกล้ามเนื้อหัวใจอักเสบทำให้เสียชีวิตหลังการรักษาเป็นเวลา
14 วัน มาตรการในการดำเนินงานโรคคอตีบมีดังนี้
ค้นหาผู้สัมผัสร่วมบ้าน
และผู้สัมผัสใกล้ชิดในชุมชน รวมทั้งเพื่อนที่ร่วมทำงาน ทำ Throat
swab จำนวน 25 คน แต่ไม่พบเชื้อโรคคอตีบ
ได้ทำการจ่ายยาป้องกันการติดเชื้อ(Roxithromycin)ในกลุ่มผู้สัมผัสใกล้ชิดทุกคน จำนวน 36 คน
เป็นระยะเวลา 14 วัน ทั้งนี้
ประชุมเจ้าหน้าที่สาธารณสุขในอำเภอด่านซ้าย เพื่อชี้แจงแนวทางการปฏิบัติ
องค์ความรู้ในการทำงาน และทีมในการสอบสวนควบคุมโรค
จัดหาชุดตรวจเพาะเชื้อคอตีบเบื้องต้น สามารถตรวจได้ที่โรงพยาบาลและทราบผลภายใน
48 ชั่วโมง เพื่อช่วยในการค้นหาผู้ป่วยได้เร็วขึ้น หากผลบวกจะส่งไปตรวจเพื่อยืนยันที่ห้องปฏิบัติการที่กรมวิทยาศาสตร์การแพทย์
ชี้แจงการระบาดและแนวทางการควบคุมป้องกันโรค
ในที่ประชุมประจำเดือนของผู้ใหญ่บ้าน กำนัน
ได้ประชุมกับ อสม.เพื่อให้ทำหน้าที่ในการติดตามสอบถามอาการป่วย
และสอบถามการกินยาของผู้ป่วยและผู้สัมผัสผู้ป่วย
ได้ประชุมชี้แจงครูในเขตอำเภอด่านซ้าย
เพื่อสร้างความเข้าใจการระบาดของโรคคอตีบ รวมถึงการป้องกันการระบาดของโรค
กำหนดห้องประชุมติดตามการดำเนินการควบคุมโรคคอตีบระดับอำเภอ(War
room)
จัดหายาปฏิชีวนะ(Roxithromycin) ยาต้านพิษ(DAT) และเวชภัณฑ์ให้พร้อมใช้
ตรวจสอบระบบ Cold chain ของวัคซีนในโรงพยาบาลและ
รพ.สต.ทุกแห่ง
ได้พิจารณาให้วัคซีนป้องกันโรคคอตีบและบาดทะยัก(dT) ในเขตรับผิดชอบศูนย์สุขภาพชุมชนด่านซ้าย 17 หมู่บ้าน โดยพิจารณาให้ dT
ในกลุ่มอายุตั้งแต่ 40
ปีลงมา 3043 dose ความครอบคลุมการได้รับวัคซีนร้อยละ 75.7 ซึ่งเกณฑ์การพิจารณาให้วัคซีนมีดังนี้
ในเด็กแรกเกิดถึงเด็กนักเรียน ป.6 ให้ตรวจสอบประวัติวัคซีน
และติดตามให้วัคซีนให้ครบถ้วนตามที่กำหนดในระบบสร้างเสริมภูมิคุ้มกันโรคปกติ
ในบุคคลที่จบการศึกษา ป.6 จนถึงคนอายุ 40 ปี ให้วัคซีน dT กระตุ้น 1 ครั้ง หากบุคคลนั้นไม่เคยได้รับวัคซีน
dT เมื่อเรียนอยู่ชั้น ป.6 หรือไม่เคยได้รับวัคซีน dT
จากคลินิกฝากครรภ์ ให้วัคซีน dT ซ้ำอีกครั้งหนึ่ง
ห่างจากครั้งแรก 1 เดือน
ให้วัคซีนครอบคลุมหมู่บ้านที่พบผู้ป่วย และหมู่บ้านที่ติดต่อ
ไปมาหาสู่กับหมู่บ้านผู้ป่วยเป็นประจำ
ให้วัคซีนครอบคลุมคนต่างด้าวที่อยู่ในพื้นที่
ผลการดำเนินงาน
อำเภอด่านซ้ายพบผู้ป่วยโรคคอตีบรายแรกเมื่อปลายเดือนมิถุนายน
2555 รวมผู้ป่วยถึงเดือนสิงหาคม 2555 จำนวน 21 ราย ในพื้นที่ 7 ตำบล 12 หมู่บ้าน
ซึ่งมีลักษณะกระจายทั่วอำเภอด่านซ้าย ตำบลที่มีอัตราป่วยสูงสุด คือตำบลอิปุ่ม รองลงมาคือตำบลกกสะทอน
ผู้ป่วยได้ทั้งเด็กและผู้ใหญ่ อัตราส่วนเพศหญิงต่อเพศชาย เท่ากับ
1.10 : 1 อายุต่ำสุด 5 ปี และสูงสุด 42 ปี
กลุ่มอายุที่พบสูงสุดคือกลุ่มอายุ 10 – 14 ปี
แต่ยังไม่พบผู้ป่วยในกลุ่มผู้สูงอายุ จากกราฟ Epidemic curve พบว่า ช่วงเดือนกรกฎาคม เริ่มมีผู้ป่วยเพิ่มมากขึ้น
และเพิ่มขึ้นสูงสุดในช่วงกลางเดือนสิงหาคม และช่วงปลายเดือนสิงหาคม
จำนวนผู้ป่วยเริ่มลดลง
ซึ่งน่าจะมาจากการได้รับวัคซีนของกลุ่มเสี่ยงสูง(กลุ่มอายุน้อยกว่า 40
ปี)ในพื้นที่เสี่ยงสูง การค้นหาผู้สัมผัสผู้ป่วยและจ่ายยาปฏิชีวนะป้องกันโรคทำให้ลดการแพร่ระบาดของโรค
รวมทั้งประชาชนมีความรู้เรื่องโรคและการป้องกันตนเอง

1.
โครงการหนังสือเล่มแรก (เด็กฉลาดได้ง่ายนิดเดียว)
สืบเนื่องจากกลุ่มงานเวชฯจัดทำโครงการหนังสือเล่มแรก ( Bookstart
)
เป็นโครงการที่ส่งเสริมพัฒนาการเด็กและสร้างความสัมพันธ์ในครอบครัวมากว่า 10 ปีแล้ว
โดยเป็นส่วนหนึ่งของของโครงการหนังสือเล่มแรก( Bookstart ) ในระดับประเทศ ได้รับ
ความสนใจจากพ่อแม่ผู้ปกครองในการอ่านหนังสือให้ลูกฟัง และร่วมมือกับเทศบาลด่านซ้ายในการจัดถุงหนังสือเล่มแรกให้กับเด็กที่เกิดในตำบลด่านซ้ายเมื่ออายุครบ
4 เดือน และยังจัดมุมหนังสือให้เด็กยืมกลับบ้านที่สถานพยาบาลและในชุมชน
จวบจนกรมอนามัยเห็นความสำคัญของโครงการหนังสือเล่มแรก( Bookstart )
ได้มีนโยบายให้แจกหนังสือกับเด็กทุกคนที่เกิดมาในประเทศไทย 3 เล่ม คือ หนังสือตั้งไข่ล้มเมือแรกเกิด
เมื่อเด็กอายุ 4-6 เดือน จะได้รับหนังสือ ติ๊กต่อก
และเมื่ออายุปีครึ่ง
จะได้รับหนังสือนิทานอิสป
แต่เนื่องจากสื่อต่างเข้ามาในครอบครัวมากมาย ไม่ว่าจะเป็นโลกอินเตอร์เน็ต โทรทัศน์
และจากการสอบถามพบว่าผู้ปกครองจะให้เด็กดูโทรทัศน์ ฟังเพลง
ส่วนใหญ่ไม่ได้เลือกว่ารายการหรือเพลงไหนเหมาะสมกับวัยของเด็ก และเวลาซื้อของเล่นให้เด็กส่วนใหญ่ซื้อจากตลาดคลองถม เป็นโครงการ
ต่อยอดด้วยการให้พ่อแม่ผู้ปกครองมีส่วนร่วมในการส่งเสริมความรู้
ทักษะและให้เห็นความสำคัญของการกระตุ้นพัฒนาการเด็กวัย 0 – 5
ปี ด้วยหนังสือ ของเล่น
และดนตรี ที่เหมาะสมกับวัย
วัตถุประสงค์
เพื่อส่งเสริมความรู้ทักษะและให้เห็นความสำคัญของการกระตุ้นพัฒนาการเด็กวัย
0-5 ปี
ด้วยหนังสือ ของเล่นและดนตรี ที่เหมาะสมกับวัยให้กับผู้ปกครอง
วิธีการดำเนินการ
1.
ศึกษาหารายการหนังสือและจัดหาหนังสือ เพลง
แนวทางในการผลิตของเล่นสำหรับเด็กในแต่ละวัย
2.
จัดทำแนวทางการสอนผู้ปกครอง
3.
จัดกลุ่มผู้ปกครองที่มาคลินิกเด็กดีและในชุมชน กลุ่มละประมาณ
8 – 10 คน
4.
ให้ผู้ปกครองแลกเปลี่ยนประสบการณ์การเลี้ยงดูเด็ก ประสบการณ์การใช้หนังสือ ของเล่นและดนตรี
5.
ให้ความรู้และสาธิตการใช้หนังสือ เทคนิคการอ่านหนังสือ การเลือกหนังสือ/เพลง/ของเล่น ฝึกทักษะการใช้หนังสือ ของเล่น
และทดลองฟังเพลงที่เลือกในแต่ละวัย
6.
ประเมินผลการจัดห้องการเรียนรู้ในแต่ละครั้ง
ผลการดำเนินการ
1.
เด็ก 0 – 5 ปีในเขตเทศบาลตำบลด่านซ้ายได้รับถุงหนังสือทุกคน และจากการติดตามการอ่านพบว่าพ่อแม่หรือผู้ปกครองร้อยละ 85
อ่านหนังสือให้ลูกฟังต่อเนื่องอย่างน้อย 5 วัน/สัปดาห์
2.
มีมุมหนังสือในชุมชนร้อยละ 47.06 และมี 1
หมู่บ้าน
มีอาสาสาธารณสุขประจำหมู่บ้านจัดกิจกรรมการเล่านิทานให้เด็กในชุมชนฟัง 2
เดือน/ครั้ง
และมีผู้สูงอายุเล่านิทานให้เด็กฟัง
3.
จากการประชุมแต่ละครั้ง
นอกจากหนังสือแล้วผู้ปกครองมีความสนใจในดนตรีมากขึ้นมีการซักถามเกี่ยวกับบทเพลงที่เหมาะกับวัยของเด็กของตนเองและมีการฝึกการทำของเล่นเด็กที่จัดเตรียมไว้ให้ โดยเฉพาะผู้ปกครองที่มีเด็กเล็กๆทำโมบายไปแขวนเปลที่บ้านให้ลูก
จุดเด่นของโครงการ
1.
ลงทุนน้อยแต่ได้ประโยชน์มาก
เป็นจุดเล็กๆในการสร้างความรักความสัมพันธ์ที่ดีในครอบครัวมีเวลาคุณภาพมากขึ้น
2.
ใช้เวลาน้อยเพียงวันละ 5 – 10 นาที
แต่กระตุ้นพัฒนาการเด็กได้มาก
3.
ใช้วัสดุเหลือใช้ วัสดุใกล้ตัว
หรือวัสดุพื้นบ้าน
ข้อเสนอแนะเพื่อการพัฒนาผลงานให้ดียิ่งขึ้น
1.
ทุกหมู่บ้านควรมีมุมหนังสือสำหรับเด็กและของเล่น
มีจิตอาสาในการจัดการให้ครอบครัวเด็กยืมหนังสือได้
2.
มีการส่งเสริมกิจกรรมการอ่านหนังสือให้เด็กฟังโดยเด็กโตหรือผู้ใหญ่ในชุมชน
ให้ผู้สูงอายุในชุมชนเล่านิทานพื้นบ้านหรือร้องเพลงกล่อมเด็ก
3.
ให้คนในชุมชนช่วยกันผลิตของเล่นที่เหมาะสมสำหรับเด็กแต่ละวัย
4.
ควรมีการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ประสบการณ์ใช้หนังสือ ดนตรี
ของเล่นตั้งแต่คลินิกฝากครรภ์
5.
เพื่อให้เกิดความยั่งยืนและความเข้มแข็งของโครงการ องค์การปกครองส่วนท้องถิ่น เจ้าหน้าที่สาธารณสุข ผู้ปกครองควรมีส่วนร่วมในการดำเนินการ โดยเสนอเป็นโครงการของกองทุนสร้างเสริมสุขภาพตำบล
การขยายโครงการ
ปี 2554- 2555
อาสาสมัครเห็นความสำคัญของโครงการเพราะเห็นเชิงประจักษ์กับครอบครัวของตนเอง จึงจัดโครงการหนังสือในชุมชนขึ้น
โดยให้ครอบครัวที่สนใจและมีเด็กในบ้านเป็นผู้ดูแลโครงการ ผลลัพธ์จากการดำเนินการในหมู่บ้านทังหมด ปี 2554
การการดำเนินการ 7 หมู่บ้าน และปี 2555 มีหมู่บ้านที่สนใจและดำเนินการเพิ่มอีก 5 หมู่บ้าน
คิดเป็นร้อยละของการดำเนินการ ทั้งหมด
ร้อยละ 70.6
ปี2555 กลุ่มงานเวชฯ
นำเสนอโอกาสของเด็กที่ห่างไกลอุปกรณ์การกระตุ้นพัฒนาการเด็กโดยเน้นครอบครัวมีส่วนร่วมของสมาชิกได้ทุกวัย สร้างเวลาคุณภาพ ลดการดูTV จึงนำเสนอโครงการ Book
start
ปี2555
ร่วมกับมูลนิธิหนังสือเพื่อเด็กทำโครงการวัยใสในศูนย์เด็ก โดยจัดหาหนังสือให้ศูนย์เด็กศูนย์ละ 100
เล่ม และมีการเวียนหนังสือศูนย์ละ 1 เดือน ได้รับความสนใจของครูศูนย์เด็กและผู้ปกครองเด็ก กำลังอยู่ในช่วงการดำเนินงาน
เครือข่ายเยาวชนแบบยั่งยืน
ไม่มีความคิดเห็น:
แสดงความคิดเห็น