วันอังคารที่ 3 กันยายน พ.ศ. 2556

• รายงานผลการดำเนินงาน


ข้อมูลตัวชี้วัดที่สำคัญของหน่วยงานย้อนหลัง 3 ปี

 

1.    จำนวนผู้มารับบริการ 5อันดับโรคง่ายๆของการมารับบริการที่กลุ่มงานเวชฯ ในปี 2552 -  2555

ปัญหาสุขภาพที่สำคัญของประชาชนในพื้นที่ที่มารับบริการที่ศูนย์สุขภาพชุมชนด่านซ้าย

โรคที่พบบ่อย   (คน/ครั้ง)
ปี2552
ปี2553
ปี2554
ปี  2555
ระบบทางเดินหายใจส่วนต้น
1696/2873
1635/2541
1100/1706
1,128/1,745
โรคเบาหวาน
435/2,432
423/2,315
445/1,953
476/2,312
โรคในช่องปาก
1356/2192
1351/2237
1191/1908
1,323/2,256
ปวดเมื่อยกล้ามเนื้อจากการทำงาน
802/1785
827/1823
643/1301
669/1,427
โรคความดันโลหิตสูง
455/1962
547/2211
597/2169
757/2970
โรคระบบการย่อยอาหาร
526/892
416/803
403/635
504/850

 

คลินิก

การดูแลผู้ป่วยโรคเบาหวานในเขตรับผิดชอบ จำนวน  449  คน ให้การดูแลผู้ป่วยด้วยทีม สหวิชาชีพ จัดบริการคลินิกเบาหวานทุกวันพฤหัสบดี  มีผู้ป่วยโรคเบาหวานที่มารับบริการ ครั้งละ 35-40 คน  มีการจัดกิจกรรมแลกเปลี่ยนเรียนรู้ เรื่องการแลกเปลี่ยนอาหาร  การดูแลเท้า พูดคุยกับเภสัชกรรมเรื่องการใช้ยาที่ถูกต้อง  พยาบาลมีหน้าที่ในการซักประวัติ ประเมินผู้ป่วย และให้คำปรึกษา ตรวจ EKG   วัดสายตา  ผลการดูแลผู้ป่วยโรคเบาหวานควบคุมระดับน้ำตาลได้ดี สม่ำเสมอ มีแนวโน้มคงที่ แต่ระดับน้ำตาลไม่ดีมีแนวโน้มลดลง และ ผลการควบคุมระดับน้ำตาลได้ดีสม่ำเสมอไม่เพิ่มขึ้น อาจเกิดจากหลายปัจจัย เช่น จากตัวผู้ป่วยเอง คือ ถึงแม้ว่าผู้ป่วยโรคเบาหวานมีความรู้ มีทักษะแต่ไม่ปรับเปลี่ยนพฤติกรรม หรือเป็นโรคเบาหวานมานาน อาจทำให้การปรับการรักษายุ่งยาก หรือไม่เหมาะสม แต่กลุ่มที่ควบคุมระดับน้ำตาลในเลือดไม่ดี  มีแนวโน้มลดลง แต่ยังมีเปอร์เซ็นต์ที่สูงอยู่



การวางแผนการพัฒนาปรับกระบวนการดูแลผู้ป่วยกลุ่มที่ควบคุมระดับน้ำตาลในเลือดไม่ดี  ให้พัฒนาเป็นกลุ่มที่มีระดับน้ำตาลในเลือดให้อยู่ในเกณฑ์ที่ควบคุมได้ดี  โดยการนัดผู้ป่วยกลุ่มที่ควบคุมระดับน้ำตาลไม่ดีให้มาในคลินิกวันเดียวกันเป็นวันพฤหัสที่4 ของเดือน เพื่อให้ผู้ป่วยได้มาพูดคุยแลกเปลี่ยนเรียนรู้ซึ่งกันและกัน ในทุกๆ ประเด็น และจัดกระบวนการกลุ่มด้วยวิธีพุทธ  โดยนัดไว้ให้เดือนละ 1 ครั้งๆ ละ 20 -30 คน

              ส่วนผลการคัดกรองภาวะแทรกซ้อนที่มีแนวโน้มดีขึ้นทุกปี ยกเว้นการตรวจจอประสาทตา เนื่องจากมีข้อจำกัดเรื่องเครื่องตรวจ โรงพยาบาลด่านซ้ายต้องยืมเครื่องตรวจจากโรงพยาบาลเลย มาตรวจในช่วงระยะเวลาหนึ่งเท่านั้น  ซึ่งผู้ป่วยโรคเบาหวานอำเภอด่านซ้ายมีเป็นจำนวนมาก คือ 2,000 กว่าคน  และจะจัดเวลาในการตรวจให้ผู้ป่วยโรคเบาหวานที่กลุ่มงานเวชปฏิบัติครอบครัวและชุมชน เพียง 2 วัน เท่านั้น  จึงทำให้ผลการตรวจจอประสาทตาเพียงร้อยละ 31.56

การพัฒนาต่อไป คือ การประสานกับทีมผู้ดูแลผู้ป่วยโรคเบาหวานในโรงพยาบาลเพื่อขอจำนวนวันตรวจจอประสาทตาเพิ่มขึ้น เป็น 1 สัปดาห์ เพื่อจะช่วยให้ผู้ป่วยโรคเบาหวานได้รับการตรวจจอประสาทตา ได้ ครอบคลุมมากขึ้น และมีการตรวจวัดสายตาในผู้ป่วยที่ยังไม่ได้ตรวจจอประสาทตา ถ้า VA มากกว่าหรือเท่ากับ 6/60  จะส่งพบจักษุแพทย์ ซึ่งมาตรวจตาที่รพ.ทุก 3 เดือน 

              การตรวจเท้า ยังไม่ได้ตามเป้าหมาย เพราะการตรวจเท้าทำโดยนักกายภาพบำบัด  ซึ่งมีปัญหาคือ ในผู้ป่วยโรคเบาหวานกลุ่มข้าราชการ พ่อค้า แม่ค้า ซึ่งมีภารกิจมาก จะมาตรวจเลือดในตอนเช้า แล้วรีบกลับไปทำงาน จะกลับมาฟังผลเลือดและรับการตรวจอีกครั้งในตอนบ่าย และประสานกับนักกายภาพให้สามารถส่งผู้ป่วยไปตรวจเท้าได้ที่แผนกกายภาพ  ถ้ายังไม่ได้ตรวจขณะที่ผู้ป่วยเข้ารับการตรวจที่ห้องตรวจ จะวางแผนนัดตรวจเท้าในนัดครั้งต่อไป  และเน้นว่าผู้ป่วยเบาหวานควรได้ตรวจเท้าปีละ1 ครั้งเป็นอย่างน้อย  และให้สำรวจเท้าของตนเองทุกครั้งในเวลาตื่นนอนและก่อนเข้านอน และพัฒนาการจัดเก็บข้อมูลการตรวจเท้าให้เป็นระบบ สามารถวิเคราะข้อมูลการตรวจเท้าร่วมกับแผนกกายภาพบำบัดว่าผู้ป่วยคนไหนต้องดูแลเท้าเป็นพิเศษ

 

การจัดคลินิกความดันโลหิตสูง 

จากการดูแลผู้รับบริการในศูนย์สุขภาพชุมชนด่านซ้ายมีผู้ป่วยความดันโลหิตสูงอยู่ในความดูแล 757  คน  แต่มีผู้ป่วยที่ถูกลงทะเบียนเพียง 455 คน  มีการจัดทำกลุ่มในเรื่องผู้ป่วยความดันโลหิตสูงที่สูบบุหรี่ต้องในคำแนะนำให้ข้อมูลว่าจะมีผลต่อระบบหลอดเลือดและหัวใจ  ถ้าผู้ป่วยสมัครใจเลิกบุหรี่แนะนำเข้าคลินิกเลิกบุหรี่  มีการคัดกรองภาวะแทรกซ้อนปีละ 1 ครั้ง โดยหาน้ำตาลในเลือด  ดูไขมันในเส้นเลือด  ดูการทำงานของไต


 

จากการดำเนินงานพบว่าอัตราผู้ป่วยควบคุมความดันโลหิตได้ดีสม่ำเสมอมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นเนื่องผู้ป่วยมารับยาได้สม่ำเสมอ อัตราการขาดนัด เกิน 1 เดือนมีแนวโน้มลดลงในปี2555เป็น ร้อยละ1.7   จากการซักถามผู้ป่วยพบว่า  ผู้ป่วยมีความรู้เรื่องการรับประทานยาดี   และความรู้ในการดูแลตนเองการรับประทานอาหาร  การขยับร่างกายเพิ่มขึ้น  โอกาสพัฒนาในการจัดคลินิกผู้ป่วยความดันโลหิตสูง  ให้มีการทบทวนการลงทะเบียนผู้ป่วยให้เป็นปัจจุบันและมีระบบการติดตามนัดให้มีประสิทธิภาพมากขั้นโดยใช้โทรศัพท์ติดตามเพื่อการพูดคุยกับผู้ป่วยและมีระบบการติดตามเยี่ยมบ้านโดยเจ้าของคลินิกและเจ้าหน้าที่ประจำบ้าน

ส่วนการคัดกรองประชาชนกลุ่มเสี่ยงความดันอายุ 35 ปีขึ้นมีแนวโน้มลดลง  แต่ก็พบผู้ป่วยความดันโลหิตรายใหม่ร้อยละ 0.13   ในปี2556  จะพัฒนาเครื่องวัดความดันโลหิตเป็นระบบdigital  สามารถทำได้ง่าย  เพื่อค้นหาผู้ป่วยรายใหม่ต่อไป

การจัดคลินิกฝากครรภ์ 

กลุ่มงานเวชปฏิบัติครอบครัวและชุมชน มีคู่มือในการฝากครรภ์ทั้งรายใหม่และรายเก่า  ทำให้พยาบาลสามารถปฏิบัติงานได้ง่ายขึ้น  ในปี 2555 มีหญิงตั้งครรภ์ในเขตรับผิดชอบ  73 คน ที่มาฝากครรภ์  เมื่อมีปัญหาสามารถปรึกษาสูติแพทย์ได้ทันที  ดังนั้นจึงพยายามที่จะกระตุ้นให้มาฝากครรภ์เมื่อรู้ตัวว่าท้อง  พร้อมทั้งสามี เพื่อให้การปรึกษาแบบคู่ในการตรวจเลือด คัดกรองความผิดปกติโรคทางกรรมพันธุ์ และโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ การมาฝากครรภ์เร็วได้ตรวจคัดกรองเร็ว จะทำให้ได้รับการประเมินความผิดปกติและให้การดูแลได้ทันท่วงที  มีประชาสัมพันธ์ผ่านทาง อสม. และสถานีวิทยุชุมชน คลื่น 104.5  MHz   

 


ตัวชี้วัดงานอนามัยมารดาและทารก มีผลลัพธ์ ได้ตามเป้าหมายในระดับประเทศ เช่น อัตราการฝากครรภ์ครั้งแรกอายุครรภ์น้อยกว่า 12 สัปดาห์ (Early ANC)  เป็น ร้อยละ 66.7 มากกว่าเป้าประเทศ แต่มีแนวโน้มลดลงจากเป้าหมายปีก่อน เนื่องจากเป็นหญิงตั้งครรภ์ในวัยรุ่น (Teenage  Pregnancy) ซึ่งไม่แน่ใจว่าจะตั้งครรภ์ต่อหรือไม่ และอีกส่วนหนึ่งเป็นหญิงตั้งครรภ์ครรภ์หลังที่มีประสบการณ์ตรงในการตั้งครรภ์แล้ว และมีความวิตกกังวลน้อยกว่าการตั้งครรภ์ครั้งแรก ส่วนอัตราการฝากครรภ์ครบ 4 ครั้งคุณภาพ มีแนวโน้มสูงขึ้น เนื่องจากหญิงตั้งครรภ์มีความรู้ ทักษะการดูแลตนเองเพิ่มขึ้นจากการผ่านสื่อต่างๆ รวมทั้งมีการส่งเสริมให้หญิงตั้งครรภ์เข้าร่วมกิจกรรมโรงเรียนพ่อ-แม่ พร้อมกับสามี ขณะมาฝากครรภ์  เพื่อให้มีความรู้และทักษะ ในการดูแลสุขภาพตนเองระหว่างการตั้งครรภ์

โรงเรียนพ่อ-แม่ จะให้คำแนะนำในเรื่องบทบาทของพ่อ-แม่  ความสำคัญของการมาฝากครรภ์เร็วและต่อเนื่อง รวมทั้งการดูแลสุขภาพตนเอง ทั้งสุขภาพกายและสุขภาพใจ ทำให้มารดาตั้งครรภ์มาฝากครรภ์ตามนัด    กรณีที่ไม่มาตามนัดเจ้าหน้าที่จะประสานทาง อสม. ในหมู่บ้านให้ติดตามเยี่ยมและให้มาตรวจตามนัด

โอกาสพัฒนาโรงเรียน พ่อ-แม่  พยายามให้คุณพ่อคุณแม่มือใหม่แสดงความคิดเห็นและมีส่วนร่วมให้มากที่สุดในการเข้ากับวิถีชีวิต  และอาจจะเอาผู้ที่มีประสบการณ์มาพูดคุยให้ฟัง  หรือพยายามทำกิจกรรมเชิงประจักษ์ และมีการประเมินผลกิจกรรม โรงเรียน พ่อ-แม่ อย่างครอบคลุมและต่อเนื่อง

อัตราการเลี้ยงลูกด้วยนมแม่ อย่างเดียว 6 เดือน มีแนวโน้มลดลง เนื่องจากหญิงหลังคลอดส่วนใหญ่ไปทำงานที่กรุงเทพฯ  ซึ่งลาคลอด ได้ 3 เดือน หลังจากนั้นก็จะฝากให้ญาติเลี้ยงดูต่อ ทำให้ไม่สามารถเลี้ยงดูบุตรด้วยนมมารดาได้ครบ 6 เดือน  แต่มีหญิงหลังคลอด  2 ราย ถึงแม้ว่าจะทำงานที่กรุงเทพมหานคร แต่สามารถให้นมบุตรได้จนครบ 6 เดือน โดยการบีบน้ำนมและเก็บแช่แข็ง แล้วฝากรถโดยสารปรับอากาศกลับมาให้ลูกกินได้ แต่ปัญหาคือ มารดาหลังคลอดส่วนใหญ่ทำไม่ได้ เพราะ ต้องอาศัยความเข้าใจ ใส่ใจ ความตั้งใจ และความอดทนเป็นอย่างมาก  ถึงแม้ว่าไม่สามารถให้นมบุตรได้ครบ 6 เดือน แต่เลี้ยงดูบุตรด้วยนมมารดา ครบ 3 เดือนตามวันที่ลาได้  เนื่องจาก โรงเรียนพ่อ แม่ เน้นให้เห็นความสำคัญของการเลี้ยงลูกด้วยนมแม่และประโยชน์ของนมแม่

อัตราทารกแรกเกิดน้ำหนักน้อยกว่า 2,500 กรัม สูงกว่าเป้าหมายที่ตั้งไว้เล็กน้อย จากการวิเคราะห์พบว่า 2 รายมารดา เป็นพาหะของโรคธาลัสซีเมีย มีค่าความเข้มข้นของเลือดต่ำกว่าเกณฑ์ตลอดการตั้งครรภ์ ได้มีการคัดกรองโรคธาลัสซีเมียและส่งปรึกษาสูติแพทย์เพื่อตรวจร่างกาย และให้ยา Folic a 1 เม็ด วันละครั้ง ให้ FBC 1 เม็ดหลังอาหารเช้า- เย็น และ Obimin AZ 1 เม็ด ก่อนนอน กรณีน้ำหนักตัวหญิงตั้งครรภ์ไม่เพิ่มขึ้น ให้หาสาเหตุร่วมกันกับหญิงตั้งครรภ์และร่วมกันแก้ไขปัญหา มีแนวทางให้ยาวิตามิน หลังจากให้ยาตามแนวทางแล้วมีการประเมินผลโดยเจาะ Hct หลังการให้ยา 1 เดือน กรณี Hct < 30% ส่งพบสูติแพทย์มีการพัฒนาโรงเรียนพ่อแม่โดยมีนักโภชนากรให้คำแนะนำเรื่องการรับประทานอาหาร และการเลือกซื้อนมที่เหมาะกับหญิงตั้งครรภ์ แล้วมีการประเมินผลหลังการให้คำแนะนำทุกราย

การจัดคลินิกบำบัดผู้มีปัญหาการดื่มสุรา

บริบท/สภาพการณ์ที่ผ่านมา

ปัจจุบันมีจำนวนผู้ดื่มสุราและเครื่องดื่มแอลกอฮอล์เพิ่มมาก ส่งผลเสียต่อสุขภาพร่างกาย จิตใจ ครอบครัวและสังคม อำเภอด่านซ้าย เป็นพื้นที่หนึ่งที่มีความเสี่ยงในเรื่องการบริโภคแอลกอฮอล์ เนื่องจากประชากรส่วนใหญ่ มีอาชีพเกษตรกรรม มีวัฒนธรรมความเชื่อที่ว่า การดื่มสุรา ช่วยให้หายปวดเมื่อย และมีการดื่มฉลองกันในงานเทศกาลต่างๆ และจากการสอบถาม พูดคุย พบว่า สถิติการดื่มมีมากขึ้นในประชากรที่อายุน้อยลงอยู่ในกลุ่มวัยรุ่น และที่สำคัญอุบัติเหตุส่วนใหญ่มักจะมีสาเหตุมาจาก การดื่มแอลกอฮอล์

เป้าหมาย/วัตถุประสงค์  เพื่อคัดกรอง/บำบัด ผู้ที่มีปัญหาการดื่มสุรา โดยสมัครใจ

ตัวชี้วัด   อัตราการคัดกรอง / บำบัดผู้ที่มีปัญหาการดื่มสุรา

สิ่งที่ดำเนินการ   พยาบาลประจำคลินิกกำหนดกระบวนการดูแลผู้มีปัญหาการดื่มสุรา   ดังต่อไปนี้

1.    ผู้มารับบริการอายุ15ปีขึ้นไป  จุดซักประวัติคัดกรองหรือประเมินระดับการดื่มสุรา โดยใช้แบบประเมิน Alcohol screening   โดยคำถามแรกที่ถามคือ  “ในช่วงนี้ ( 3 เดือนที่ผ่านมา ) คุณดื่มเครื่องดื่มที่มีส่วนผสมของแอลกอฮอล์ (สุรา) หรือไม่   ถ้าดื่มให้ใช้แบบประเมินปัญหาการดื่มสุรา หรือ   AUDIT  ( Alcohol Use Disorders Identification Test) 

-       ในกลุ่มที่มีระดับความเสี่ยงต่ำ (ค่าคะแนน 0-7)  จะให้ Alcohol Education : AE คือ การให้ความรู้เกี่ยวกับการดื่มสุรา และอันตรายที่อาจเกิดขึ้น หากดื่มมากกว่าที่เป็นอยู่หรือไม่หยุดดื่ม ชื่นชมพฤติกรรมการดื่มที่เสี่ยงต่ำและให้แผ่นพับ เพื่อการตัดสินใจในการหยุดดื่มด้วยตนเอง

-       ในกลุ่มผู้ดื่มแบบเสี่ยง (Hazardous drinker) (ค่าคะแนน 8-15) จะมีการให้คำแนะนำแบบสั้น (Brief Advice : BA) หรือ (Brief Counseling : BC) โดยการให้ข้อมูลสะท้อนกลับ บอกผลกระทบจากการดื่มที่อาจเกิดขึ้น  เสริมแรงกระตุ้นให้เกิดการปรับเปลี่ยนพฤติกรรม การดื่ม

-       ในผู้ที่ดื่มแบบอันตราย ( Harmful use ) (ค่าคะแนน 16-19) การช่วยเหลือแบบสั้น (Brief  Intervention : BI) เป็นการช่วยเหลือแบบสั้น เป็นการบำบัดชนิดหนึ่งซึ่งใช้กับผู้ที่ประสบปัญหาจากการดื่มแอลกอฮอล์

-       ในผู้ดื่มแบบติด ( Alcohol dependence ) (ค่าคะแนน >20) จะพิจารณาส่งพบแพทย์ เพื่อให้การตรวจวินิจฉัยและวางแผนการบำบัดรักษา

2.    ให้การดูแลตามแนวทางการดื่มสุรา

ผลลัพธ์การดำเนินงาน

                                                                ผลการคัดกรองการดื่มสุราผู้มารับบริการในโรงพยาบาล ปี 2555

 

ประเภทผู้รับบริการ
จำนวน
ร้อยละ
ไม่ดื่ม
5,575
76.7
ดื่ม
1,303
18.0
เคยดื่มแต่เลิกแล้ว
385
5.3
รวม
7,265
100

 

                                                                   ผลการประเมินปัญหาการดื่มสุราในคลินิก  (AUDIT)  ปี 2555

 

ระดับความเสี่ยง
จำนวน
ร้อยละ
ดื่มแบบเสี่ยงต่ำ
31
10.8
ดื่มแบบเสี่ยง
83
28.9
ดื่มแบบอันตราย
70
24.4
ดื่มแบบติด
103
35.9
รวม
287
100

การบำบัดในคลินิก  จะเน้นการบำบัดด้วยความสมัครใจ โดยใช้กระบวนการ การให้การปรึกษาเพื่อการบำบัดทั้งแบบรายบุคคล แบบกลุ่มและนัดเป็นระยะ เพื่อการติดตามประเมินผล  ให้การปรึกษาครอบครัว ให้ญาติเข้ามามีส่วนร่วมในกระบวนการบำบัด เพื่อให้เกิดกำลังใจในการหยุดดื่ม

                                                     

                                                                   ผลการบำบัดผู้มีปัญหาการดื่มสุราในคลินิก ปี 2555

 

จำนวนผู้เข้ารับการบำบัดสุรา
จำนวนผู้ป่วยหยุดดื่มได้ 6 เดือน และติดตาม  1  ปี (คน)
113  คน
24  ( 21.2%)

 

-       After care

-       บำบัดเชิงรุก โปรแกรมใกล้บ้าน สมานใจ   เป็นการติดตามต่อเนื่อง   1  ปี   และ  สร้างเครือข่าย  โดยการส่งต่อผู้ป่วยไปยัง  รพ.สต. เพื่อการดูแลที่ต่อเนื่อง  จำนวน  24  คน

-                 การดำเนินการในชุมชน  การจัดค่ายเยาวชนด่านซ้าย....รักษ์สุขภาพ กลุ่มเป้าหมายคือ เยาวชนชั้นประถมศึกษา เพื่อปลูกฝังทัศนคติในเรื่องพิษภัย สุรา บุหรี่ และสารเสพติด ให้เยาวชนได้ตระหนักถึงผลที่ตามมาจากการใช้สารเสพติด   จำนวน  80  คน







-          แผนการดำเนินการ  ปี 2556

-                       จากการดำเนินงานในปี 2555  พบว่า การคัดกรองการดื่มสุราผู้รับบริการในโรงพยาบาล มีผู้ดื่มสุรา จำนวน  1,303 คน คิดเป็น ร้อยละ 18 แต่ผู้ที่ดื่มสุรา ได้รับการประเมินระดับความเสี่ยง (AUDIT) เพียง  287 คน คิดเป็นร้อยละ 22.02 ซึ่งคิดว่าน่าจะเกิดจาก ปัจจัยหลายอย่าง เช่น ความยุ่งยากของการประเมิน  ผู้รับบริการไม่สมัครใจ

-                       ดังนั้น ในปี 2556 คณะผู้ทำงาน ได้วางแผนเพื่อแก้ไขปัญหาดังกล่าว โดยการให้คำแนะนำมากขึ้น ประชาสัมพันธ์ในชุมชน และให้ข้อมูลแก่ผู้รับบริการ เพื่อให้ผู้รับบริการเกิดความตระหนัก และเข้าสู่การบำบัดได้มากขึ้น

-          งานสุขภาพจิต

-          การดูแลผู้ป่วยจิตเวชในความรับผิดชอบของกลุ่มงานเวชปฏิบัติครอบครัวและชุมชน

-            การให้บริการดูแลรักษาผู้ป่วยจิตเวชผู้ที่มีปัญหาด้านสุขภาพจิต ในความรับผิดชอบของกลุ่มงานเวชปฏิบัติครอบครัวและชุมชน มีขอบเขตพื้นที่ให้บริการคลอบคลุม 3 ตำบล ได้แก่ ตำบลด่านซ้าย ตำบลโคกงาม (บ้านห้วยตาด ) และตำบลโพนสูง(บ้านกกเหี่ยน) โดยมีรูปแบบการบริการคือรักษาแบบผู้ป่วยนอก  ในรายที่อาการคงที่และติดตามเยี่ยมบ้าน ในรายที่มีปัญหาซับซ้อน ส่วนในรายที่ต้องปรับยาหรือมีอาการทางจิตที่ต้องติดตามจะร่วมกับงานผู้ป่วยนอกจัดให้บริการคลินิกจิตเวชของโรงพยาบาลด่านซ้าย ทุกวันศุกร์สัปดาห์ที่ 3 ของเดือน โดยมีจิตแพทย์จากโรงพยาบาลจิตเวชเลยราชนครินทร์มาให้บริการตรวจรักษา มีกิจกรรมคือ ให้บริการซักประวัติ ตรวจรักษาโดยจิตแพทย์ และอายุรแพทย์ประจำโรงพยาบาล มีการให้คำปรึกษารายบุคคล การทำกลุ่มประคับประคอง และกลุ่มบำบัดสุราและสารเสพติด  มีผู้ป่วยจิตเวชที่ได้รับการดูแล  37 คน 

-         

-                            ตารางสรุปสภาวะสุขภาพผู้ป่วยจิตเวชของศูนย์สุขภาพชุมชนด่านซ้ายปี2555

กิจกรรม
ราย
ร้อยละ
ภาวะสุขภาพ
 
 
1.  อาการดีขึ้นไม่มีอาการทางจิตและได้รับการปรับลดยา
6
16.21
2.  อาการคงที่และรับยาเท่าเดิม
18
48.64
3.  อาการไม่ทุเลาและปรับยาเพิ่มขึ้น
11
2.97
4.  ยุติการรักษา
2
5.40
สมรรถภาพด้านสังคม
 
 
1. รบกวนความสงบผู้อื่น
2
5.40
2.  อยู่ตามลำพังไม่รบกวนใคร
0
0
3. อยู่ร่วมกับผู้อื่นได้ถามคำตอบคำ
1
2.70
4. อยู่ร่วมกับผู้อื่นโดยถือเป็นสมาชิกคนหนึ่ง
17
45.94
5. มีความเห็นและสามารถออกความคิดเห็นร่วมกับผู้อื่นได้
17
45.94
สมรรถภาพด้านการดำรงชีพ
 
 
1.  ช่วยตนเองไม่ได้ ต้องมีคนช่วย
1
2.70
2.  ช่วยเหลือตนเองได้ แต่ต้องมีคนกระตุ้น
2
5.40
3.  ช่วยเหลือตนเองได้
7
18.19
4.  เลี้ยงชีพตนเองได้
12
32.42
5.  เลี้ยงชีพตนเองและช่วยเหลือผู้อื่นได้
15
40.54

 

ตารางผลลัพธ์การดูแลผู้ป่วยจิตเวช

 

ตัวชี้วัด
เป้าหมายปี55
ปี
1. อัตราการขาดนัดเกิน 4 สัปดาห์
5
1.6
2. จำนวนผู้ป่วยที่ถูกล่ามขัง
0
0
3.  อัตราการฆ่าตัวตายสำเร็จ ต่อแสนประชากร
6:แสนประชากร
0
4. อัตราผู้ป่วยจิตเวชที่ควบคุมอาการไม่ได้ได้รับการส่งต่อ 
<5%
10.81

 

การดูแลผู้ป่วยจิตเวช ในกลุ่มงานเวชปฏิบัติครอบครัวและชุมชน มีแนวโน้มของอัตราการขาดนัดเกิน 4 สัปดาห์ สูงขึ้น เนื่องจากผู้ป่วยจิตเวชไม่สามารถมาตรวจตามนัดได้ด้วยตนเอง ต้องพึ่งพาญาติหรือผู้ดูแล  จึงมีการปรับแนวทางเพื่อให้ผู้ป่วยจิตเวชสามารถรักษาได้ต่อเนื่อง โดย การติดตามเยี่ยมบ้าน เพื่อประเมินอาการ พร้อมทั้งนำยาไปให้ที่บ้านในรายที่ไม่มีผู้ดูแล  และอัตราผู้ป่วยจิตเวชที่ควบคุมอาการไม่ได้ต้องได้รับการส่งต่อ มีอัตราที่สูงกว่าเป้าหมายที่กำหนด เนื่องจากมีปัจจัยร่วม  จากการดื่มสุรา จึงมีแนวทางในการพัฒนา โดยการทำความเข้าใจกับญาติหรือผู้ดูแล และชุมชน ให้ตระหนักถึงผลเสียจากการดื่มสุราของผู้ป่วยจิตเวชเพราะจะทำให้เกิดอาการกำเริบและไม่สามารถควบคุมอาการได้

ประเด็นปัญหาสำคัญในพื้นที่

1.    ผู้ป่วยจิตเวช พยายามฆ่าตัวตาย 1 ราย ซึ่งเป็น Schizophrenia  เพศชาย อายุ  38 ปี มีอาการหูแว่ว เสียงสั่งให้ผูกคอ ตนเอง สาเหตุเนืองมาจากผู้ป่วยกินยาไม่ถูกต้อง แนวทางการดูแล คือ สอนผู้ดูแล มารดาผู้ป่วยในการจัดยาให้รับประทานโดยมี อสม. คอยติดตามแนะนำอย่างต่อเนื่อง หลังให้การดูแลผู้ป่วยสามารถรับประทานยาได้ถูกต้อง อาการทางจิตสงบ จากกรณีที่เกิดขึ้นได้ปรับกระบวนการซักประวัติการรับประทานยา โดยสอบถามจากญาติ และทวนสอบยาที่ผู้ป่วยรับประทานจาก สมุดตัวอย่างยาหรือแนะนำให้ผู้ป่วยนำยามาโรงพยาบาลด้วยทุกครั้ง

ปัญหาผู้ป่วยจิตเวชและครอบครัวไม่ยอมรับการรักษา ผู้ป่วยได้รับการวินิจฉัยเป็น Schizophrenia  เพศหญิง อายุ 33 ปี ได้รับการรักษาโดยให้ยาฉีด Fluphenazine dec 50  mg IM  เดือนละ 1 ครั้ง เนื่องจากผู้ป่วยไม่ยอมกินยา เคยมีอาการหูแว่ว ประสาทหลอน หลงผิด หลายครั้งจากการรับประทานยาไม่ต่อเนื่อง ผู้ป่วยได้รับยาฉีดต่อเนื่องมาประมาณ 1 ปี และอาการสงบ จึงไม่ยอมฉีดยาต่อ หลังจากนั้นผู้ป่วยเริ่มมีอาการใช้เงินฟุ่มเฟือย ซื้อของต่าง ซึ่งไม่จำเป็นเข้าบ้านทั้งที่มีอยู่แล้ว และด่าว่ามารดาเมื่อขอเงินไม่ได้

ทีมจึงเข้าไปเยี่ยมบ้านเพื่อวางแผนการรักษาร่วมกับครอบครัว และชุมชน ผู้ป่วยจึงยินยอมให้ฉีดยา แต่เมื่อครบกำหนดฉีดยาเดือนต่อมาผู้ป่วยและครอบครัวปฏิเสธการรักษา โดยแจ้งว่าผู้ป่วยง่วง ขับรถไปส่งคนในบ้านไม่ได้ ผู้ป่วยและญาติปฏิเสธทั้งการรักษาแบบยารับประทาน และยาฉีด โดยพ่อของผู้ป่วยให้รักษาตามความเชื่อ ว่าเกิดจากการไปบนพระธาตุศรีสองรักไว้แล้วไม่ได้แก้บนทำให้เจ็บป่วย ซึ่งต้องแก้บนโดย เอาควาย 2 ตัวไปแก้ ซึ่งปัจจุบันยังไม่มีเงินพอที่จะซื้อได้ ส่วนมารดาและป้าของผู้ป่วยไม่สามารถบอกลูกได้ เพราะผู้ป่วยเป็นเรี่ยวแรงสำคัญในบ้านในการออกไปทำงานนอกบ้าน เพราะขับรถจักรยานยนต์พาไปได้ หลังจากทีมได้ออกเยี่ยมบ้านเพื่อพูดคุยถึงอาการและโรคที่ผู้ป่วยเป็นอยู่หลายครั้ง แต่ก็ไม่สามารถประสบผลสำเร็จ จึงประสานให้ อสม. และผู้นำชุมชนในการดูแลและเฝ้าระวังอาการของผู้ป่วยที่เป็นอันตรายต่อครอบครัวชุมชน และให้แจ้งเมื่อมีอาการผิดปกติเกิดขึ้น

ปัจจัยที่ทำให้ผู้ป่วยไม่ยอมรับการรักษา

-       ผู้ป่วยเป็นคนที่มีอิทธิพลในครอบครัวนี้ เนื่องจาก ในครอบครัวเป็นผู้ป่วยเรื้อรัง ผู้พิการ และเด็ก ซึ่งต้องอาศัยผู้ป่วยในการหาเลี้ยงครอบครัว เมื่อผู้ป่วยปฏิเสธการรักษาด้วยยา ซึ่งมีผลข้างเคียงคือง่วงซึม จึงมองผลเสียที่จะเกิดตามมาคือขาดรายได้ จึงแสวงหาวิธีการรักษาแบบอื่น

-       ความเชื่อด้านวัฒนธรรม  ประเพณี และพิธีกรรมทางไสยศาสตร์

-          คลินิกสุขภาพเด็กดี

-          การจัดคลินิกสุขภาพเด็กดี  จัดวันอังคารทุกสัปดาห์   มีระบบการค้นแฟ้มครอบครัวไว้รอง  ให้บริการเกือบ  One stop service  ยกเว้นบริการทันตกรรม  

                                                          จากโปรแกรม HOSxP  ณ วันที่ 21 สิงหาคม 2555

-          จากกราฟจะเห็นว่าผู้มารับบริการที่กลุ่มงานเวชมีแนวโน้มลดลง  สาเหตุมาจากเด็กที่เกิดในเขตรับผิดชอบลดลง  และมีนโยบายในการพัฒนาคลินิกสุขภาพเด็กดีที่โรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบล  และมีแนวทางปฏิบัติในการกระตุ้นพัฒนาการเด็กและทีมอนามัยแม่และเด็กมีการจัดซื้ออุปกรณ์ในการตรวจพัฒนาการเด็กให้กับโรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบลทุกแห่ง  ในปี 2556  ได้มีการกระตุ้นให้กองทุนสุขภาพระดับตำบลจัดทำโครงการหนังสือเล่มแรกสนับสนุนโรงพยาบาล

การเฝ้าระวังพัฒนาการเด็ก

           ศูนย์สุขภาพชุมชน ได้ส่งเสริมให้ผู้ปกครอง ได้สังเกตพัฒนาการเด็ก และบันทึกในสมุดสีชมพูตามแบบอนามัย 49 ทุกครั้งที่มารับบริการในคลินิกสุขภาพเด็กดี ตรวจและประเมินพัฒนาการซ้ำ โดยพยาบาลและนักกิจกรรมบำบัด ตามแบบพัฒนาการเด็ก 0-5 ปี (DSI) ถ้าหากพบว่าผิดปกติจะให้คำแนะนำ และสาธิตการกระตุ้นพัฒนาการ ข้อที่ไม่ผ่านแก่ผู้ปกครอง ไปกระตุ้นต่อเนื่องที่บ้าน และนัดติดตามประเมินซ้ำอีก 1 เดือน หากพบว่าพัฒนาการช้า จากสาเหตุอื่นๆ ส่งพบกุมารแพทย์ เพื่อตรวจร่างกาย และส่งเข้ากระตุ้นพัฒนาการที่คลินิกกระตุ้นพัฒนาการต่อไป

ตัวชี้วัด
เป้าหมายปี 55
2552
2553
2554
2555
อัตราความครอบคลุมการประเมินพัฒนาการ
95%
100
100
100
100
อัตราเด็ก 0-6 ปี พัฒนาการสมวัย
95%
98.98
98.29
98.63
98.41
อัตราเด็ก 0- 5 ปี มีความเสี่ยงต่อพัฒนาการช้าได้รับการกระตุ้น
-      หลังกระตุ้นมีพัฒนาการสมวัย
-      พัฒนาการล่าช้า
90%
90
 
NA
NA
85.1
 
NA
NA
100
 
NA
NA
100(17)
 
52.94(9)
47.05(8)
อัตราติดตามเยี่ยมบ้านเด็กที่มีพัฒนาการช้า
80%
100
100
100
100

จากโปรแกรม HOSxP  ณ วันที่ 21 สิงหาคม 2555

 

               จากการดำเนินงานที่ผ่านมา พบว่า เด็กทีมีปัญหาเรื่องพัฒนาการมีทั้งหมด 17 ราย สาเหตุ เนื่องมาจากคลอดก่อนกำหนด 3 ราย น้ำหนักแรกเกิดน้อย 3 ราย มีโรคประจำตัว เช่น หอบหืด 1 ราย สาเหตุอื่นๆ เช่นการขาดการกระตุ้น และไม่ทราบสาเหตุ 10 ราย หลังได้รับการกระตุ้นพัฒนาการแล้วมีพัฒนาการสมวัย  9 ราย มีพัฒนาการล่าช้าอยู่ 8 ราย ส่วนใหญ่ล่าช้าด้านกล้ามเนื้อมัดใหญ่ 3 ราย ล่าช้าด้านภาษา และการใช้ภาษา 2 ราย ล่าช้าทั้ง 5 ด้าน 3 ราย ซึ่งได้รับการกระตุ้นพัฒนาการต่อเนื่องเดือนละ 1 ครั้ง

 


 

การให้บริการสร้างเสริมภูมิคุ้มกันโรคจะให้บริการในคลินิกสุขภาพเด็กดีทุกวันอังคารในเด็กอายุ 0 – 5 ปี ในเขตพื้นที่รับผิดชอบ และเด็กที่ผู้ปกครองสมัครใจมาขอรับบริการ มีระบบติดตามการขาดนัดอย่างเป็นระบบ จากผลการดำเนินงานพบว่าอัตราความครอบคลุ่มอยู่ในระดับดี เด็กที่ไม่สามารถมารับตามเกณฑ์ได้เนื่องจาก เป็นเด็กที่ย้ายติดตามผู้ปกครองเข้ามาในพื้นที่  และไม่มีประวัติการรับวัคซีนที่ชัดเจน  รับวัคซีนไม่ครบจึงได้เริ่มโปรแกรมการรับวัคซีนใหม่ และมีการติดตามอย่างต่อเนื่อง  การให้บริการสร้างเสริมภูมิคุ้มกันโรคมีการเฝ้าระวังอาการหลังได้รับวัคซีนอย่างต่อเนื่อง ที่ผ่านมาพบว่ามีจำนวนน้อยและมีอาการไม่รุนแรง เนื่องจากได้มีการซักประวัติการเจ็บป่วยก่อนให้วัคซีนทุกครั้ง  และให้คำแนะนำการดูแลแก่ผู้ปกครองหลังรับวัคซีน


 

การเฝ้าระวังภาวะโภชนาการเด็ก 0 – 6 ปี มีการติดตามชั่งน้ำหนัก และวัดส่วนสูงเด็กในพื้นที่ ทุก 3 เดือน  พบว่าเด็กส่วนใหญ่มีภาวะโภชนาการปกติร้อยละ 94.49  เด็กที่มีภาวะโภชนาการต่ำกว่าเกณฑ์/มากกว่าเกณฑ์มีแนวโน้มลดลง และได้ส่งพบกุมารแพทย์เพื่อตรวจหาสาเหตุเพิ่มเติม และติดตาม ทุก 1 เดือน โดย อาสาสมัครสาธารณสุขชุมชนประจำหมู่บ้าน


 

 

การดูแลเด็กก่อนวัยเรียนในศูนย์พัฒนาเด็กเล็ก ได้มีการให้บริการตรวจสุขภาพนักเรียนปีละ 1 ครั้ง พบว่าเด็กส่วนใหญ่มีสุขภาพดี มีการเฝ้าระวังภาวะโภชนาการทุก 3 เดือน  พบว่าเด็กในศูนย์พัฒนาเด็กเล็กมีภาวะโภชนาการปกติมีแนวโน้มเพิ่มขึ้น เนื่องจากครูพี่เลี้ยงและผู้ปกครองได้ให้ความสำคัญในการเฝ้าระวังภาวะโภชนาการ โดยการจัดเมนูที่เหมาะสม ให้อาหารเสริมนมจืด มีการจัดกิจกรรมการเคลื่อนไหว  สร้างพฤติกรรมการบริโภคที่ถูกต้องให้กับเด็ก ส่งเด็กที่มีภาวะโภชนาการพบกุมารแพทย์    การตรวจประเมินพัฒนาการโดยให้พี่เลี้ยงเด็กได้มีการประเมินพัฒนาการเด็กอย่างสม่ำเสมอ พบว่าเด็กส่วนใหญ่มีพัฒนาการสมวัย ร้อยละ 99.54  พัฒนาการล่าช้าจำนวน 1 ราย  ได้ส่งพบกุมารแพทย์และเข้าคลินิกกระตุ้นพัฒนาการ  และติดตามเยี่ยมบ้าน

 


 

การดูแลเด็กวัยเรียน  กลุ่มงานเวชปฏิบัติครอบครัวและชุมชนมีโรงเรียนในพื้นที่ รับผิดชอบจำนวน 8 โรง ได้ผ่านเกณฑ์ประเมินโรงเรียนส่งเสริมสุขภาพระดับเพชร 1 โรง ระดับทอง 3 โรง ระดับเงิน 2 โรง ระดับทองแดง 2 โรง และได้มีการพัฒนาอย่างต่อเนื่อง ได้จัดกิจกรรมบริการในโรงเรียน คือ ตรวจสุขภาพนักเรียนชั้นอนุบาล – ป.4 แนะนำการตรวจสุขภาพด้วยตัวเองแก่นักเรียนชั้น ป.5 – ป.6 และ นักเรียนชั้น ม. 1 – ม.6 พบว่าเด็กส่วนใหญ่มีสุขภาพดี มีแนวโน้มพบการเกิดเหามากขึ้นปี 2555 ร้อยละ 6.97 ส่วนใหญ่จะพบในโรงเรียนที่อยู่ในเขตเมืองเนื่องจากเด็กมาจากหลายพื้นที่ ส่วนใหญ่นักเรียนที่พบเหาจะอาศัยอยู่กับ ผู้ปกครองที่ไม่ใช่ พ่อ แม่ จึงทำให้ได้รับการดูแลไม่ดีเท่าที่ควร  กลุ่มงานเวชปฏิบัติครอบครัวและชุมชนได้ให้ยากำจัดเหา พร้อมแนะนำวิธีการกำจัดเหา การดูแลสุขวิทยาส่วนบุคคล และติดตามเยี่ยมบ้านอย่างต่อเนื่อง  ให้บริการสร้างเสริมภูมิคุ้มกันโรคในชั้น ป.1 และ ป.6 ตามเกณฑ์ ร้อยละ 100  ดูแลให้คำแนะนำสุขาภิบาลสิ่งแวดล้อมในโรงเรียนเพื่อให้เหมาะสมในการเรียนรู้ของเด็ก  เฝ้าระวังภาวะโภชนาการในโรงเรียนเทอมละ 1 ครั้ง พบว่า เด็กนักเรียนที่มีภาวะโภชนาการผิดปกติส่วนใหญ่มีภาวะโภชนาการเริ่มอ้วน+อ้วน  ปี 2555 ร้อยละ 7.71 เนื่องมาจากการมีพฤติกรรมการบริโภคที่ไม่เหมาะสม เช่น การบริโภคน้ำอัดลม อาจที่มีแป้งและน้ำตาลเป็นส่วนประกอบ มีกิจกรรมการเคลื่อนไหวน้อย กลุ่มงานเวชปฏิบัติครอบครัวจึงได้จัดกิจกรรมโครงการลดความอ้วน ชวนลูกผอมขึ้นโดยใช้เวลาตอนเย็นหลังเลิกเรียนทุกวันพุธในการทำกิจกรรมร่วมกัน  คือ การให้ความรู้เรื่องการบริโภคที่ถูกหลักโภชนาการ  การจัดกิจกิจกรรมการเคลื่อนไหวที่หลากหลาย  จัดทำค่ายเด็กไทยไม่กินหวาน 1 วันร่วมกับผู้ปกครอง ติดตามเยี่ยมบ้าน ส่งพบกุมารแพทย์  พบว่าเด็กนักเรียนเริ่มมีภาวะโภชนาการเริ่มอ้วน + อ้วน มีแนวโน้มลดลง ซึ่งกลุ่มงานเวชปฏิบัติครอบครัวและชุมชนยังมีโครงการติดตามอย่างต่อเนื่อง


การคัดกรองมะเร็งปากมดลูก  กลุ่มเป้าหมายคือหญิงวัยเจริญพันธ์คู่ อายุ 30 – 60 ปี ใช้ระยะเวลาดำเนินการ 5 ปี โดยเริ่มปี 2553 มีเป้าหมายการคัดกรองร้อยละ 20 ในแต่ละปี และส่งพบสูตินรีแพทย์เมื่อผลตรวจผิดปกติทุกราย จากการดำเนินงานพบว่าแนวโน้มการคัดกรองมะเร็งปากมดลูกลดลงเนื่องจาก ในช่วงแรกของการดำเนินงานกลุ่มงานเวชปฏิบัติครอบครัวและชุมชนได้ออกไปให้บริการในชุมชนพบว่ากลุ่มเป้าหมายได้ให้ความสำคัญและมารับการคัดกรองเป็นจำนวนมากในปี 2553 และ ปี 2554  แต่ในชุมชนเมืองกลุ่มเป้าหมายยังไม่ให้ความสำคัญในการมารับการคัดกรอง กลุ่มงานเวชปฏิบัติครอบครัวและชุมชนจึงได้จัดทำหนังสือเชิญกลุ่มเป้าหมายให้ไปรับการตรวจที่กลุ่มงานเวชปฏิบัติครอบครัวและชุมชน หรือสถานบริการสาธารณสุขทุกแห่งที่ให้บริการ และให้แจ้งผลการตรวจให้กลุ่มงานเวชปฏิบัติครอบครัวและชุมชนทราบ ประสานองค์การบริหารส่วนท้องถิ่นเพื่อวางแผนการดำเนินงานร่วมกันต่อไป

สรุปรายงานสถานการณ์โรค Diphtheria

 

ภัยคุกคามจากโรคคอตีบในอำเภอด่านซ้าย ช่วงเดือนมิถุนายน - สิงหาคม 2555 ได้เกิดการระบาดของโรคคอตีบ มีผู้ป่วยทั้งหมด 21 ราย  คิดเป็นอัตราป่วย   41.34  ต่อประชากรแสนคน มีผู้เสียชีวิต 2  ราย   อัตราตายต่อประชากรแสนคน เท่ากับ    3.94   อัตราผู้ป่วยตายเท่ากับร้อยละ  9.52 พบผู้ป่วยเพศหญิงมากกว่าเพศชาย  โดยพบเพศหญิง 11  ราย  เพศชาย 10  ราย  อัตราส่วนเพศหญิงต่อเพศชาย  เท่ากับ  1.10 : 1 กลุ่มอายุที่พบสูงสุดคือกลุ่มอายุ 10 - 14  ปี จำนวนผู้ป่วยเท่ากับ  6 ราย รองลงมาคือ กลุ่มอายุ  35 - 44 ปี,25 - 34  ปี,5 - 9  ปี,15 -  24  ปี จำนวนผู้ป่วยเท่ากับ  5,4,4,2 ราย ตามลำดับ อาชีพที่มีจำนวนผู้ป่วยสูงสุดคือเกษตรกร  จำนวนผู้ป่วยเท่ากับ  10  ราย  รองลงมาคือ   อาชีพนักเรียน,   อาชีพ นปค.,  อาชีพรับจ้าง,   จำนวนผู้ป่วยเท่ากับ  8,2,1, ราย ตามลำดับ  พบผู้ป่วยในเดือนมิถุนายน  1 ราย เดือนกรกฎาคมจำนวนผู้ป่วย จำนวน 11 ราย  เดือนสิงหาคม  จำนวน 9 ราย   ตำบลที่มีอัตราป่วยต่อประชากรแสนคนสูงสุด คือ ตำบลอิปุ่ม อัตราป่วยเท่ากับ 139.41  ต่อประชากรแสนคน รองลงมาคือ   ตำบล กกสะทอน,  ตำบล วังยาว,  ตำบล นาดี,  ตำบล โคกงาม,  ตำบล โป่ง,  ตำบล ด่านซ้าย,  อัตราป่วยเท่ากับ  125.87 ,  26.53 ,  23.91 ,  22.18 ,  16.24 ,  11.78 ต่อประชากรแสนคน ตามลำดับ 

              สำหรับตำบลด่านซ้ายเป็นพื้นที่พบผู้ป่วยเป็นรายแรกของอำเภอ พบในช่วงปลายเดือนมิถุนายน 2555 ผู้ป่วยเป็นเพศชาย อายุ 40 ปี มีอาชีพเกษตรกรและรับจ้างทั่วไป ช่วงก่อนป่วย 14 วัน ปฏิเสธเดินออกนอกพื้นที่ตำบลด่านซ้าย มีพฤติกรรมดื่มเหล้าขาวกับเพื่อนๆเป็นประจำหลังเลิกงาน และมีภูมิคุ้มกันบกพร่อง ดังนั้นจึงมีความเสี่ยงสูงต่อการเกิดโรค จากการใช้แก้วเหล้าร่วมกับคนอื่น และการดำเนินของโรคมีความรุนแรง เนื่องจากภูมิคุ้มกันบกพร่องติดเชื้อเอชไอวี แพทย์ได้พิจารณาให้ยาต้านพิษ(DAT)และยาปฏิชีวนะทำให้ผู้ป่วยอาการค่อยๆดีขึ้น และเตรียมที่จะจำหน่ายผู้ป่วยกลับบ้าน แต่ผู้ป่วยมีภาวะแทรกซ้อนกล้ามเนื้อหัวใจอักเสบทำให้เสียชีวิตหลังการรักษาเป็นเวลา 14 วัน มาตรการในการดำเนินงานโรคคอตีบมีดังนี้

ค้นหาผู้สัมผัสร่วมบ้าน และผู้สัมผัสใกล้ชิดในชุมชน รวมทั้งเพื่อนที่ร่วมทำงาน ทำ Throat swab จำนวน 25 คน แต่ไม่พบเชื้อโรคคอตีบ

ได้ทำการจ่ายยาป้องกันการติดเชื้อ(Roxithromycin)ในกลุ่มผู้สัมผัสใกล้ชิดทุกคน จำนวน 36 คน เป็นระยะเวลา 14 วัน ทั้งนี้

ประชุมเจ้าหน้าที่สาธารณสุขในอำเภอด่านซ้าย เพื่อชี้แจงแนวทางการปฏิบัติ องค์ความรู้ในการทำงาน และทีมในการสอบสวนควบคุมโรค

จัดหาชุดตรวจเพาะเชื้อคอตีบเบื้องต้น สามารถตรวจได้ที่โรงพยาบาลและทราบผลภายใน 48 ชั่วโมง เพื่อช่วยในการค้นหาผู้ป่วยได้เร็วขึ้น หากผลบวกจะส่งไปตรวจเพื่อยืนยันที่ห้องปฏิบัติการที่กรมวิทยาศาสตร์การแพทย์

ชี้แจงการระบาดและแนวทางการควบคุมป้องกันโรค ในที่ประชุมประจำเดือนของผู้ใหญ่บ้าน กำนัน

ได้ประชุมกับ อสม.เพื่อให้ทำหน้าที่ในการติดตามสอบถามอาการป่วย และสอบถามการกินยาของผู้ป่วยและผู้สัมผัสผู้ป่วย

ได้ประชุมชี้แจงครูในเขตอำเภอด่านซ้าย เพื่อสร้างความเข้าใจการระบาดของโรคคอตีบ รวมถึงการป้องกันการระบาดของโรค

กำหนดห้องประชุมติดตามการดำเนินการควบคุมโรคคอตีบระดับอำเภอ(War room)

 

 

จัดหายาปฏิชีวนะ(Roxithromycin) ยาต้านพิษ(DAT) และเวชภัณฑ์ให้พร้อมใช้

ตรวจสอบระบบ Cold chain ของวัคซีนในโรงพยาบาลและ รพ.สต.ทุกแห่ง

ไดพิจารณาให้วัคซีนป้องกันโรคคอตีบและบาดทะยัก(dT) ในเขตรับผิดชอบศูนย์สุขภาพชุมชนด่านซ้าย 17 หมู่บ้าน โดยพิจารณาให้ dT  ในกลุ่มอายุตั้งแต่ 40 ปีลงมา 3043 dose ความครอบคลุมการได้รับวัคซีนร้อยละ 75.7 ซึ่งเกณฑ์การพิจารณาให้วัคซีนมีดังนี้

ในเด็กแรกเกิดถึงเด็กนักเรียน ป.6 ให้ตรวจสอบประวัติวัคซีน และติดตามให้วัคซีนให้ครบถ้วนตามที่กำหนดในระบบสร้างเสริมภูมิคุ้มกันโรคปกติ

ในบุคคลที่จบการศึกษา ป.6 จนถึงคนอายุ 40 ปี ให้วัคซีน dT กระตุ้น 1 ครั้ง หากบุคคลนั้นไม่เคยได้รับวัคซีน dT เมื่อเรียนอยู่ชั้น ป.6 หรือไม่เคยได้รับวัคซีน dT จากคลินิกฝากครรภ์ ให้วัคซีน dT ซ้ำอีกครั้งหนึ่ง ห่างจากครั้งแรก 1 เดือน

ให้วัคซีนครอบคลุมหมู่บ้านที่พบผู้ป่วย และหมู่บ้านที่ติดต่อ ไปมาหาสู่กับหมู่บ้านผู้ป่วยเป็นประจำ

ให้วัคซีนครอบคลุมคนต่างด้าวที่อยู่ในพื้นที่

ผลการดำเนินงาน

              อำเภอด่านซ้ายพบผู้ป่วยโรคคอตีบรายแรกเมื่อปลายเดือนมิถุนายน 2555 รวมผู้ป่วยถึงเดือนสิงหาคม 2555 จำนวน 21 ราย ในพื้นที่ 7 ตำบล 12 หมู่บ้าน ซึ่งมีลักษณะกระจายทั่วอำเภอด่านซ้าย ตำบลที่มีอัตราป่วยสูงสุด คือตำบลอิปุ่ม รองลงมาคือตำบลกกสะทอน ผู้ป่วยได้ทั้งเด็กและผู้ใหญ่ อัตราส่วนเพศหญิงต่อเพศชาย  เท่ากับ  1.10 : 1 อายุต่ำสุด 5 ปี และสูงสุด 42 ปี กลุ่มอายุที่พบสูงสุดคือกลุ่มอายุ 10 – 14 ปี แต่ยังไม่พบผู้ป่วยในกลุ่มผู้สูงอายุ จากกราฟ Epidemic curve พบว่า ช่วงเดือนกรกฎาคม เริ่มมีผู้ป่วยเพิ่มมากขึ้น และเพิ่มขึ้นสูงสุดในช่วงกลางเดือนสิงหาคม และช่วงปลายเดือนสิงหาคม จำนวนผู้ป่วยเริ่มลดลง ซึ่งน่าจะมาจากการได้รับวัคซีนของกลุ่มเสี่ยงสูง(กลุ่มอายุน้อยกว่า 40 ปี)ในพื้นที่เสี่ยงสูง การค้นหาผู้สัมผัสผู้ป่วยและจ่ายยาปฏิชีวนะป้องกันโรคทำให้ลดการแพร่ระบาดของโรค รวมทั้งประชาชนมีความรู้เรื่องโรคและการป้องกันตนเอง

 


1.    โครงการหนังสือเล่มแรก   (เด็กฉลาดได้ง่ายนิดเดียว)

สืบเนื่องจากกลุ่มงานเวชฯจัดทำโครงการหนังสือเล่มแรก ( Bookstart )  เป็นโครงการที่ส่งเสริมพัฒนาการเด็กและสร้างความสัมพันธ์ในครอบครัวมากว่า 10 ปีแล้ว  โดยเป็นส่วนหนึ่งของของโครงการหนังสือเล่มแรก( Bookstart )  ในระดับประเทศ  ได้รับ   ความสนใจจากพ่อแม่ผู้ปกครองในการอ่านหนังสือให้ลูกฟัง  และร่วมมือกับเทศบาลด่านซ้ายในการจัดถุงหนังสือเล่มแรกให้กับเด็กที่เกิดในตำบลด่านซ้ายเมื่ออายุครบ 4 เดือน  และยังจัดมุมหนังสือให้เด็กยืมกลับบ้านที่สถานพยาบาลและในชุมชน  จวบจนกรมอนามัยเห็นความสำคัญของโครงการหนังสือเล่มแรก( Bookstart )  ได้มีนโยบายให้แจกหนังสือกับเด็กทุกคนที่เกิดมาในประเทศไทย 3 เล่ม คือ หนังสือตั้งไข่ล้มเมือแรกเกิด  เมื่อเด็กอายุ 4-6 เดือน  จะได้รับหนังสือ    ติ๊กต่อก   และเมื่ออายุปีครึ่ง  จะได้รับหนังสือนิทานอิสป  แต่เนื่องจากสื่อต่างเข้ามาในครอบครัวมากมาย  ไม่ว่าจะเป็นโลกอินเตอร์เน็ต  โทรทัศน์  และจากการสอบถามพบว่าผู้ปกครองจะให้เด็กดูโทรทัศน์   ฟังเพลง ส่วนใหญ่ไม่ได้เลือกว่ารายการหรือเพลงไหนเหมาะสมกับวัยของเด็ก  และเวลาซื้อของเล่นให้เด็กส่วนใหญ่ซื้อจากตลาดคลองถม  เป็นโครงการ ต่อยอดด้วยการให้พ่อแม่ผู้ปกครองมีส่วนร่วมในการส่งเสริมความรู้  ทักษะและให้เห็นความสำคัญของการกระตุ้นพัฒนาการเด็กวัย  0 – 5  ปี  ด้วยหนังสือ  ของเล่น  และดนตรี  ที่เหมาะสมกับวัย

วัตถุประสงค์  

เพื่อส่งเสริมความรู้ทักษะและให้เห็นความสำคัญของการกระตุ้นพัฒนาการเด็กวัย 0-5 ปี      ด้วยหนังสือ  ของเล่นและดนตรี  ที่เหมาะสมกับวัยให้กับผู้ปกครอง

วิธีการดำเนินการ

1.     ศึกษาหารายการหนังสือและจัดหาหนังสือ  เพลง  แนวทางในการผลิตของเล่นสำหรับเด็กในแต่ละวัย

2.    จัดทำแนวทางการสอนผู้ปกครอง

3.    จัดกลุ่มผู้ปกครองที่มาคลินิกเด็กดีและในชุมชน  กลุ่มละประมาณ  8 – 10  คน

4.    ให้ผู้ปกครองแลกเปลี่ยนประสบการณ์การเลี้ยงดูเด็ก  ประสบการณ์การใช้หนังสือ  ของเล่นและดนตรี

5.    ให้ความรู้และสาธิตการใช้หนังสือ  เทคนิคการอ่านหนังสือ  การเลือกหนังสือ/เพลง/ของเล่น  ฝึกทักษะการใช้หนังสือ  ของเล่น  และทดลองฟังเพลงที่เลือกในแต่ละวัย

6.    ประเมินผลการจัดห้องการเรียนรู้ในแต่ละครั้ง

ผลการดำเนินการ

1.    เด็ก  0 – 5   ปีในเขตเทศบาลตำบลด่านซ้ายได้รับถุงหนังสือทุกคน  และจากการติดตามการอ่านพบว่าพ่อแม่หรือผู้ปกครองร้อยละ  85  อ่านหนังสือให้ลูกฟังต่อเนื่องอย่างน้อย 5 วัน/สัปดาห์

2.    มีมุมหนังสือในชุมชนร้อยละ  47.06  และมี  1  หมู่บ้าน  มีอาสาสาธารณสุขประจำหมู่บ้านจัดกิจกรรมการเล่านิทานให้เด็กในชุมชนฟัง  2  เดือน/ครั้ง  และมีผู้สูงอายุเล่านิทานให้เด็กฟัง

3.    จากการประชุมแต่ละครั้ง  นอกจากหนังสือแล้วผู้ปกครองมีความสนใจในดนตรีมากขึ้นมีการซักถามเกี่ยวกับบทเพลงที่เหมาะกับวัยของเด็กของตนเองและมีการฝึกการทำของเล่นเด็กที่จัดเตรียมไว้ให้  โดยเฉพาะผู้ปกครองที่มีเด็กเล็กๆทำโมบายไปแขวนเปลที่บ้านให้ลูก

 

จุดเด่นของโครงการ

1.    ลงทุนน้อยแต่ได้ประโยชน์มาก  เป็นจุดเล็กๆในการสร้างความรักความสัมพันธ์ที่ดีในครอบครัวมีเวลาคุณภาพมากขึ้น

2.    ใช้เวลาน้อยเพียงวันละ  5 – 10  นาที แต่กระตุ้นพัฒนาการเด็กได้มาก

3.    ใช้วัสดุเหลือใช้  วัสดุใกล้ตัว  หรือวัสดุพื้นบ้าน

 

ข้อเสนอแนะเพื่อการพัฒนาผลงานให้ดียิ่งขึ้น

1.     ทุกหมู่บ้านควรมีมุมหนังสือสำหรับเด็กและของเล่น  มีจิตอาสาในการจัดการให้ครอบครัวเด็กยืมหนังสือได้

2.    มีการส่งเสริมกิจกรรมการอ่านหนังสือให้เด็กฟังโดยเด็กโตหรือผู้ใหญ่ในชุมชน  ให้ผู้สูงอายุในชุมชนเล่านิทานพื้นบ้านหรือร้องเพลงกล่อมเด็ก

3.    ให้คนในชุมชนช่วยกันผลิตของเล่นที่เหมาะสมสำหรับเด็กแต่ละวัย

4.    ควรมีการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ประสบการณ์ใช้หนังสือ  ดนตรี  ของเล่นตั้งแต่คลินิกฝากครรภ์

5.    เพื่อให้เกิดความยั่งยืนและความเข้มแข็งของโครงการ  องค์การปกครองส่วนท้องถิ่น  เจ้าหน้าที่สาธารณสุข  ผู้ปกครองควรมีส่วนร่วมในการดำเนินการ  โดยเสนอเป็นโครงการของกองทุนสร้างเสริมสุขภาพตำบล

การขยายโครงการ

            ปี  2554- 2555  อาสาสมัครเห็นความสำคัญของโครงการเพราะเห็นเชิงประจักษ์กับครอบครัวของตนเอง  จึงจัดโครงการหนังสือในชุมชนขึ้น  โดยให้ครอบครัวที่สนใจและมีเด็กในบ้านเป็นผู้ดูแลโครงการ  ผลลัพธ์จากการดำเนินการในหมู่บ้านทังหมด  ปี 2554  การการดำเนินการ  7 หมู่บ้าน  และปี 2555  มีหมู่บ้านที่สนใจและดำเนินการเพิ่มอีก  5 หมู่บ้าน  คิดเป็นร้อยละของการดำเนินการ ทั้งหมด  ร้อยละ 70.6

ปี2555  กลุ่มงานเวชฯ  นำเสนอโอกาสของเด็กที่ห่างไกลอุปกรณ์การกระตุ้นพัฒนาการเด็กโดยเน้นครอบครัวมีส่วนร่วมของสมาชิกได้ทุกวัย  สร้างเวลาคุณภาพ  ลดการดูTV  จึงนำเสนอโครงการ  Book  start

ปี2555  ร่วมกับมูลนิธิหนังสือเพื่อเด็กทำโครงการวัยใสในศูนย์เด็ก  โดยจัดหาหนังสือให้ศูนย์เด็กศูนย์ละ 100 เล่ม  และมีการเวียนหนังสือศูนย์ละ 1 เดือน  ได้รับความสนใจของครูศูนย์เด็กและผู้ปกครองเด็ก  กำลังอยู่ในช่วงการดำเนินงาน

เครือข่ายเยาวชนแบบยั่งยืน

 

 

 

 
 


 

ไม่มีความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น